
ชวนชิม : ยอดเนื้อ 'อาคิตะ' บนยอดตึก
13 มี.ค. 2559
ชวนชิม : ยอดเนื้อ 'อาคิตะ' บนยอดตึก
จะอย่างไรก็ตามเรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องส่วนบุคคลจริงๆ รสชาติอาหารบนโลกนี้จึงมีหลากหลายเพื่อตอบสนองความอยากของบุคลิกคนที่มีร้อยแปด อย่างเนื้อวัวว่ากันว่าเป็นอะไรที่สุดยอดในบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งมวล ซึ่งก็เช่นกันหากไปถามคนไม่ทานเนื้อก็อาจมีอาการเบือนหน้าหนีให้เห็น มื้อนี้จึงขอแบ่งรับแบ่งสู้เอาใจทั้งคนชอบและไม่ชอบ ด้วยการพาขึ้นยอดตึกโรงแรมสยามแอ็ทสยาม ลิฟต์จอดสุดท้ายที่ชั้น 25 จากนั้นเชื้อเชิญเข้าสู่อาณาจักรของการกินดื่ม “เดอะ รู๊ฟ แกสโตร” ภายใต้บรรยากาศวิวรอบกาย 360 องศา
แน่นอนว่าเมื่อกวาดสายตาไปทั่วคลาคล่ำไปด้วยลูกค้านานาชาติที่พิสมัยการนั่งโต้ลมธรรมชาติแล้วสั่งเมนูถูกปากพร้อมเครื่องดื่มมาค่อยๆ ละเลีียดทีละน้อยโดยมีภาพสวยๆ เหนือท้องฟ้ากว้างของกรุงเทพฯ เป็นใจให้ไม่รีบร้อน ประติมากรรมศิลปะแปลกตาตามมุมต่างๆ ช่วยเสริมให้น่ารื่นรมย์ สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์โรงแรมที่โดดเด่นด้วยสไตล์การออกแบบและตกแต่งอย่างมีศิิลปะโดยใช้สีส้มเป็นจุดนำสายตาให้รู้สึกสนุกสนานไม่น่าเบื่อ ส่งต่อมาถึงรูปแบบอาหารที่ล้อไปด้วยกันอย่างลงตัว
ตามที่เกริ่นไว้แต่ต้นว่าความหลากหลายช่วยให้เข้าถึงคนทุกบุคลิก ก่อนจะว่าด้วยเรื่องเนื้อพระเอกของงาน ขอพาไปสัมผัสรสปกติที่เขาจัดเสิร์ฟกันทุกค่ำคืนทั้งไทย จีน ยุโรป เริ่มจากอาหารญี่ปุ่นจำพวกโรว์ที่หั่นมาเป็นคำๆ “ไทยโรว์” ชื่อก็ฟ้องว่าเป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ดูจากหน้าตาไม่ผิดแผกไปจากโรว์ทั่วไป สำคัญว่านอกจากจะส่วนประกอบกุ้งเท็มปุระ ปลาแซลมอน อะโวคาโด แล้วยังใส่พริกแห้ง หอมซอย ซอสเผ็ด และซอสนิสึเมะหรือซอสปลาไหล เป็นตัวเพิ่มรส แนะนำว่าเสิร์ฟมาใหม่ๆ ให้คีบทานก่อนเลยจะได้รสชาติที่ถูกปรุงมาอย่างกลมกล่อมแล้ว แต่ถ้ายังไม่ถูกปากถึงค่อยจิ้มโชยุผสมวาซาบิอย่างที่คุ้นเคย
“ดัคเลกนอร์มังดี” จานนี้สไตล์ฝรั่งเศสมีดีที่ความนุ่มของเนื้อน่องเป็ดแทบละลายในปาก กว่าจะได้ขนาดนี้ผ่านการปรุงด้วยเทคนิคสโลว์คุก คือนำไปตุ๋นด้วยมันเป็ดในตัวของเป็ดเอง ใส่น้ำมันมะกอกแล้วทิ้งไว้ข้ามคืนให้เนื้อนุ่มสมใจ จัดเสิร์ฟมาบนมันบด เคียงด้วยแอปเปิ้ลหวานอมเปรี้ยวตัดเลี่ยน ราดด้วยซอสคาวาดอสหรือซอสลิเคียวจบสิ้นเรื่องกลิ่นสาบที่หลายคนเคยรู้สึก อีกเมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่เสิร์ฟเมื่อไรเป็นได้สนุกมือ “ฮ็อตสโตน” ปกติเวลาสั่งทะเลปิ้งย่างก็มักทำกันหลังครัวแล้วยกมาเสิร์ฟ คราวนี้ลองเปลี่ยนมาย่างเองแต่ไม่ใช่บนเตาธรรมดานะ เขาใช้แผ่นหินลาวาภูเขาไฟร้อนๆ ที่นำเข้าจากออสเตรเลีย เห็นว่าฮิตกันมากที่โน่น ความร้อน 400 องศาเซลเซียส อยู่ได้ราวครึ่งชั่วโมง ซีฟู้ดใช้เวลาย่าง 3 นาทีก็พร้อมกิน แต่ถ้าจำพวกเนื้อ หมู ไก่ นานกว่านั้นนิดหน่อย ต้องบอกว่าได้รสชาติมากๆ เพราะย่างตอนนั้นกินตอนนั้น ตรงตามคอนเซ็ปต์ของร้านที่เน้นปรุงแบบ “แกสโตรโนมี่” หรือไม่ต้องปรุงแต่งมาก แต่ถ้ายังไม่ถึงใจเพิ่มรสด้วยน้ำจิ้ม 3 สไตล์มีมัสตาด มัสรูม(น้ำจิ้มเห็ด) และซีฟู้ด ช่วยกันปิ้งย่างเพลินเชียวละ
มาที่ไฮไลท์ของช่วงนี้ที่คอเนื้อต้องน้ำลายสอกับ “เนื้ออาคิตะ” ที่การันตีว่าไม่ต่างจากโกเบหรือมัทซึซากะที่คนไทยคุ้นลิ้นดีอยู่แล้ว เป็นเนื้อของวัวสายพันธุ์ขนดำเจ้าของรางวัลรองชนะเลิศจากการประกวดวากิวโอลิมปิกปี 2012 นำมาขุนที่จังหวัดอาคิตะด้วยรำข้าวและน้ำแร่ธรรมชาติ คุณภาพของเนื้อจึงยอดเยี่ยม แบ่งเกรดเป็น เอ 3, เอ 4, และ เอ 5 วัดจากการแทรกของไขมัน และความสว่างของเนื้อ ขายกันตามท้องตลาดกิโลกรัมละ 4,000-5,000 บาทเชียวนะ ที่ร้านนำมาปรุงเป็นจานเด็ดใช้เกรดระดับ เอ 4 และ เอ 5 อย่างเมนูที่กำลังเชิญชวนให้ลิ้มลองตอนนี้คือ “อาคิตะ ชัค บีฟ แอนด์ แซลมอน ซอฟท์ โร ทาร์ทาร์, สไปซ์ เฮิร์บ, เฮเซลนัท แอนด์ เรดเคอเรนท์ เซ็นส์” ใช้เนื้อส่วนหนอก หั่นสไลด์หนา 3 มม.คล้ายๆ เส้นปลา แล้วคลุกเคล้าด้วยโป๊ยกั๊ก เกลือ และผลไม้แดงให้เข้ากัน โรยไข่แซลมอน แล้วราดแยมส้มสำหรับตัดคาว ย้ำว่าเป็นเนื้อสดๆ เพราะต้องการโชว์ความหอมหวานธรรมชาติ บรรดาคอเนื้อน่าจะเอาอยู่ ถ้าไม่ไหวก็ตบด้วยสาเกจุนไม กินโจ ที่เสิร์ฟมาคู่กัน รับรองเปรม!
ลิ้มรสจานเด่นดังจนอยู่ท้องได้เวลาแฮงเอาท์ต่อก็ไม่เสียหาย เครื่องดื่มที่นี่บริการแบบจัดเต็ม หัวค่ำบ่มอารมณ์ก่อนด้วย “วอดก้า แอปเปิ้ล ซาวน์” มีวอดก้าเป็นตัวยืน ตามด้วยบลู กรีนาดีน และมิโดริ เบาๆ สาวชอบ หรือแรงขึ้นหน่อยก็ “สยามแอ็ทสยาม ดีไลท์” ซิกเนเจอร์ของร้าน เด่นด้วยวอดก้า เตกีล่า ลีเคียวกลิ่นส้มซาบซ่ากระชุ่มกระชวย นั่งให้เพลินตั้งแต่ 6 โมงเย็นไปจนถึงเที่ยงคืน (ครัวปิด 5 ทุ่ม) จองโต๊ะหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2217-3000



