
เจ้าคุณประสารขอถอยไปตั้งหลัก
เปิดจดหมายเจ้าคุณประสาร เมื่อแกนนำม็อบพระขอถอยไปตั้งหลัก
ต้องยอมรับในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ “พระเมธีธรรมาจารย์” (ประสาร จนฺทสาโร) หรือเจ้าคุณประสาร ที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) พระนักต่อสู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องการปลุก “ม็อบพระ”
ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่การยกยอปอปั้น หรือจงใจเสียดสี เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายครั้งหลายคราเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในวงการสงฆ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง ชื่อเจ้าคุณประสารจะปรากฏอยู่ในฐานะ “แกนนำ” ทุกครั้ง
ขณะเดียวกันเจ้าคุณประสารยังถูกมองว่าเป็นพระสายสีแดงที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับพระคู่อริ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย
หลายปีที่ผ่านมา บทบาทเจ้าคุณประสารเด่นชัดขึ้นมาก โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2558 เจ้าคุณประสารเคยระดมสงฆ์ด้วยการส่งหนังสือเพื่อขอให้เจ้าอาวาสวัดจากทั่วประเทศส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพื่อกดดันให้เลือกข้างหลังจาก หลวงปู่พุทธะอิสระ ยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพื่อฟ้องร้องกล่าวโทษพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เจ้าคุณประสารออกตัวแรงด้วยการเป็นแกนนำในการนำพระสงฆ์ทั้งสังฆมณฑล นัดหมายแสดงสังฆมติด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ที่พุทธมณฑล พร้อมยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ เพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งแต่งตั้ง “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ของประเทศไทย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความวุ่นวายจนแทบจะเกิดการปะทะกันระหว่างทหารกับสงฆ์
จากนั้นในวันที่ 7 มีนาคม เจ้าคุณประสารจัดหนักด้วยการนัดแถลงข่าวคัดค้านคำวินิจฉัยของ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” กรณีระบุว่ามติการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชของมหาเถรสมาคมผิดขั้นตอนของกฎหมาย แต่สุดท้ายการรวมตัวดังกล่าวกลับไปไม่ถึงฝัน เพราะตำรวจ-ทหารสนธิกำลังเข้ามาควบคุมการแถลงข่าว โดยยกกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ 2558 มาใช้ จนทำให้งานแถลงข่าวทำได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ
หลังจากนั้นไม่ถึง 3 วัน ไม่รู้ว่าเพราะความกดดันจากการขยับไปไหนก็ติดขัดไปหมด ปรากฏว่า เช้าตรู่วันที่ 10 มีนาคม เจ้าคุณประสารโพสต์ข้อความใน “เฟซบุ๊ก” ส่วนตัว เพื่อบ่งบอกถึงความรู้สึกว่ามีพลังงานอะไรบางอย่างมากดดัน พร้อมจะขอตัว “ปลีกวิเวก” หายหน้าไปสักพักหนึ่ง
ทั้งนี้ ข้อความที่เจ้าคุณคนดังโพสต์มีใจความว่า
จากใจพระเมธีธรรมาจารย์ ในนามศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา พร้อมด้วยองค์กรภาคีเครือข่าย อยากจะบอกถึงความในใจของอาตมาที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งที่ผ่านมาและปัจจุบัน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
กว่าหนึ่งปีมาแล้วที่พวกเราร่วมอุดมการณ์เดียวกันในการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ (ไม่นับถอยหลังไปยาวไกลในผลงาน) ในประเด็นที่นับระยะเวลาเพียงเท่านี้เพราะอยากเริ่มต้นจากการเกิดขึ้นของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา 2558
ตั้งแต่ต้นปี 2558 เป็นต้นมา เราได้ยินชื่อคนบางคน บางกลุ่ม บางท่านในนามคณะกรรมการปฏิรูปพระพุทธศาสนา(ชื่อที่เข้าใจกัน) และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็มีเป้าหมายและพันธกิจที่ชัดเจนในการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ เปลี่ยนแปลงชนิดที่เรียกว่า 360 องศา เพราะพวกเขาไม่เคยรับฟังแม้กระทั่งเสียงอันแท้จริงของคณะสงฆ์ นอกจากนั้นยังไม่มีพระสงฆ์แม้แต่รูปเดียวที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการในชุดดังกล่าว
ดังนั้น พวกเราในนามพระสงฆ์ ชาวพุทธและองค์กรทางพระพุทธศาสนา ต่างเป็นห่วงเป็นใยในทิศทางการปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์ภายใต้คณะกรรมการชุดนี้ จึงช่วยกันออกมาท้วงติง ให้สติ ให้ข้อเสนอแนะและชี้บอกแนวทางการปฏิรูปสงฆ์ที่ควรจะเป็นให้รับทราบ
ในทางตรงกันข้าม คณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งมีบางคน บางท่าน กลับมองไม่เห็นความปรารถนาดี ความหวังดี และการปฏิรูปที่ควรจะเป็น พวกเขาจึงแสดงออกในทางก้าวร้าว รุนแรง ไม่เคารพ ไม่ให้เกียรติต่อคณะสงฆ์
การพิทักษ์ ปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์จึงเกิดขึ้นอีกครั้งด้วยความเต็มใจของทุกฝ่าย และจากความเสียสละอย่างแท้จริง ดังนั้น พระสงฆ์ทั้งมวลจึงร่วมกันเพื่อจะออกมาเจริญพระพุทธมนต์กันถึงสองครั้งสองครา แต่เมื่อองค์กรสูงสุดทางคณะสงฆ์ได้เมตตาแนะนำ พวกเราก็รับฟังและปฏิบัติตามด้วยความเคารพ แม้จะสุ่มเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือในการทำงานก็ตาม
ผลครั้งนั้น ทำให้คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาจำต้องประกาศลาออก ยุบคณะกรรมการ และยุติบทบาทในนามคณะกรรมการในที่สุด
จากนั้นต่อมาฝ่าย สปช. ได้นำเอาประเด็นสรุปของคณะกรรมการปฏิรูปฯ ไปอภิปรายกันด่าคณะสงฆ์ในสภาฯ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย และได้ส่งเรื่องต่อไปยังรัฐบาล พร้อมทั้งแนบท้ายว่า ถ้าไม่มีใครคัดค้านภายใน 30 วัน แสดงว่าเห็นด้วย และให้นำไปดำเนินการเพื่อการปฏิรูปได้
พวกเราต่างเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องนี้กัน จึงร่วมมือกันไปยื่นเรื่องคัดค้านแนวทางปฏิรูปดังกล่าวที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมข้อเสนอแนะ จึงสามารถหยุดยั้งแนวทางปฏิรูปของพวกเขาได้
จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานในส่วนนี้ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จะไม่ดำเนินการใดๆ ในเรื่องของคณะสงฆ์ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม กว่าจะมีคำพูดนี้ออกมา จะมีกี่คนกี่ท่านที่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง หลายท่านไม่รู้ หลายท่านรู้ ก็ขออนุโมทนา คือเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อไม่นาน นึกว่าเรื่องจะสงบ เรียบร้อย ไม่มีใครกวนน้ำให้ขุ่นอีกต่อไป
เริ่มต้นศักราชใหม่ ต้นปี 2559 ก็มีเรื่องการเสนอรายนามสมเด็จพระราชาคณะ ที่ดำเนินการตามกฎหมายและจารีตประเพณีเพื่อเสนอทูลเกล้าฯ ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ แต่ปรากฏว่า มีคนกลุ่มเดิม ชุดเดิมแปลงร่างมาอยู่ในองค์กรใหม่ พวกเขาได้ร่วมกันเซ็ตเรื่อง เซ็ตปัญหา เซ็ตสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่การขัดขวางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ทั้งที่ในวงการคณะสงฆ์ไม่มีปัญหาข้อขัดแย้งใดๆ ต่อกัน
การหักล้างด้วยเหตุ ด้วยผล และความร่วมมือร่วมใจกันจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้การต่อสู้ค่อนข้างยาวนาน สลับซับซ้อนมากกว่าคราวปฏิรูปฯ มีตัวละครเพิ่มมากขึ้น มีความพยายามขัดขวางคณะสงฆ์อย่างเป็นระบบ งานจึงหนักมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
แต่พวกเราก็ไม่ท้อ ไม่ถอย ไม่เสียกำลังใจ เพราะพวกเราเชื่อมั่นโดยสุจริตใจว่าพวกเราได้ทำหน้าที่สำคัญเพื่อพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ พวกเราจึงเดินหน้า แม้บางคน บางกลุ่ม จะไม่เข้าใจหรือพยายามไม่เข้าใจก็ตาม
15 กุมภาพันธ์ 2559 พระสงฆ์ทั้งสังฆมณฑล ได้นัดหมายกันเองในการออกไปแสดงสังฆมติโดยการเจริญพระพุทธมนต์และยื่นข้อเสนอ 5 ข้อต่อรัฐบาล พวกเราไปเจริญพระพุทธมนต์ที่ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก เพื่อแสดงสังฆมติสนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ไม่ใช่ม็อบ ไม่ใช่การกดดันรัฐบาลแต่อย่างใด
7 มีนาคม 2559 มีการนัดหมายเพื่อแถลงข่าวในกรณีคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะพวกเรามีความเห็นแย้งกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายรวมทั้งจารีตประเพณีด้วย
แต่การแถลงข้อเท็จจริงของฝ่ายเราก็ไม่สามารถดำเนินการไปได้ ไม่ว่าจะแถลงหนึ่งคนหรือเกินห้าคนก็ตาม เพราะตำรวจได้สนธิกำลังกับทหาร ยกกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ 2558 มากล่าวอ้าง การแถลงข่าวในวันนั้นจึงทำได้เพียงบางส่วนสั้นๆ และถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด ดังปรากฏตามข่าวทุกสำนักที่ได้เห็น
จากนี้ไปชัดเจนว่า ฝ่ายเราจะทำอะไรก็ลำบาก ลำบากมากขึ้นจริงๆ
พระเมธีธรรมาจารย์ อยากพูดอะไรในภาวการณ์เช่นนี้
1.อาตมาและคณะปฏิบัติตามกฎหมาย พระธรรมวินัยและจารีตประเพณีไม่เคยละเลย ขอยืนยันชัดเจน 2.ในสมองไม่เคยแม้แต่จะคิดในการที่จะสร้างความวุ่นวาย ปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ไม่เคยเลยจริงๆ นอกจากแสวงหาความเป็นธรรม 3.พวกเราเพียงแต่ร่วมกันเสียสละเพื่อพิทักษ์ ปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ด้วยใจที่บริสุทธิ์ 4.พวกเราต่างเทิดทูนสถาบัน ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ด้วยศรัทธาที่เปี่ยมล้น
จากนี้ไปจะทำอะไร ?
คงบอกยากว่าจะทำอะไร บอกยากจริงๆ เพราะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ประเดี๋ยวความปรารถนาดีของฝ่ายเราจะถูกแปลความหมายไปในทิศทางที่ทางตรงกันข้าม ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า พวกเราไม่เคยท้อ ไม่เคยถอย มีกำลังใจที่ดีในการทำหน้าที่เพื่อรักษาความถูกต้องดีงามของพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ไว้ ไม่เคยทำความวุ่นวาย เดือดร้อนให้ประเทศชาติบ้านเมือง
จากนี้ไป ขอเวลาในอีกสัก 2-3 วันข้างหน้า เพื่อไปนั่งกรรมฐาน หาความสงบที่วัดป่าในชนบท เพื่อขัดเกลาจิตใจของตนเอง เวลานี้บอกได้เพียงเท่านี้
พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร) #เจ้าคุณประสาร 10 มีนาคม 2559



