
สงฆ์ใต้แถลงขอรบ.ให้ความเป็นธรรมแก่คณะสงฆ์
องค์กรพิทักษ์พระพุทธใต้แถลงขอให้รัฐบาลให้ความเป็นธรรมแก่คณะสงฆ์ มส.เมินคำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างยังไม่ส่งเรื่องมา เผยโพสต์เฟซจากใจพระเมธีธรรมาจารย์
10มี.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาภาคใต้ ได้ออกแถลงการณ์ เรื่องขอให้รัฐบาลให้ความเป็นธรรมแก่คณะสงฆ์ โดยระบุว่า "ขณะนี้ ได้มีบุคคลบางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวโจมตีให้ร้ายคณะสงฆ์ โดยที่รัฐบาลไม่เคยออกมาห้ามปราม จนดูเหมือนประหนึ่งว่า รัฐบาลมีส่วนรู้เห็นเป็นใจ กับพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลเหล่านั้น ดังนั้น พระสงฆ์ภาคใต้ จึงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวการทำงานของรัฐบาลมาหลายเดือน เพื่อเฝ้ารอวันที่รัฐบาลจะออกมายุติปัญหา ห้ามปรามบุคคลเหล่านั้น กลับไร้วี่แววไม่ต่างจากความสิ้นหวังของพระสงฆ์และชาวพุทธที่รอความตายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พระสงฆ์ภาคใต้จึงออกแถลงการณ์เพื่อเตือนสติรัฐบาลให้ดำรงอยู่ในความยุติธรรม ถ้ายังไม่ออกมาห้ามปรามกลุ่มคนที่ให้ร้ายคณะสงฆ์อย่างเป็นรูปธรรมองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาภาคใต้จำเป็นต้องออกมาแสดงจุดยืน เคลื่อนไหวตอบโต้กลุ่มคนดังกล่าว
ด้าน นายสมศักดิ์ โตรักษา ทีมกฎหมายวัดปากน้ำฯ กล่าวว่า ทีมนักกฏหมายวัดปากน้ำได้เตรียมเอกสารเพื่อชี้แจ้งกรณีที่ดีเอสไอนัดสอบสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในวันที่ 16 มีนาคมนี้ ซึ่งเอกสารบางส่วนไม่เคยส่งมอบให้ดีเอสไอ เป็นเอกสารจากหน่วยงานราชการ พร้อมกับรูปถ่ายภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านมาประกอบ อย่างไรก็ตาม แม้ดีเอสไอจะมาสอบปากคำท่านที่วัดฯ ก็คงได้ข้อมูลไม่เยอะเพราะท่านไม่ทราบอะไรมากเกี่ยวกับข้อมูลของรถยนต์คันนี้ เพราะท่านรับถวายอย่างเดียว
มส.เมินคำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างยังไม่ส่งเรื่องมา
ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พุทธมณฑล- นายประดับ โพธิกาญจนวัตร รองโฆษกพศ.กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) ซึ่งมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานการประชุม โดย ว่า
ที่ประชุม มส.วันนี้ ไม่ได้มีการหารือถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แถลงผลวินิจฉัยว่า มส.ทำผิดขั้นตอนตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ในการเสนอสมเด็จพระราชาคณะ ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยชี้ว่าต้นเรื่องต้องมาจากนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินยังไม่ได้มีหนังสือแจ้งมาอย่างเป็นทางการทั้งในส่วนของพศ.และมส. แต่หากมีหนังสือแจ้งมาอย่างเป็นทางการ พศ.ก็จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะต้องรายงานต่อที่ประชุมมส.หรือไม่
“คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองว่ามองในแง่ของกฎหมาย หรือธรรมเนียมโบราณราชประเพณี ซึ่งมส.ยึดธรรมเนียมโบราณราชประเพณีและกฎหมายคณะสงฆ์มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้น ต้นเรื่องก็จะเริ่มจากที่ประชุมมส.พิจารณารายชื่อสมเด็จพระราชคณะ และแจ้งเรื่องต่อพศ.เสนอไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง “
นายประดับ กล่าวต่อว่า ที่ประชุม มส.มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนา ซึ่งในการประชุมครั้งที่แล้ว มส.มีมติตั้งกรรมการ มส.ขึ้นมารับผิดชอบการปฏิรูปกิจการพระพุทธศานา 6 ด้านและอีก 1 องค์ประกอบ ดังนี้ 1.ด้านการปกครอง มอบให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตร เป็นประธาน 2.ด้านศาสนศึกษา มอบให้พระพรหมโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ เป็นประธาน 3.ด้านการเผยแผ่ มอบให้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เป็นประธาน 4.ด้านสาธารณูปการ มอบให้พระพรหมมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธ เป็นประธาน 5.ด้านศึกษาสงเคราะห์ มอบให้พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส เป็นประธาน 6.ด้านสาธารณสงเคราะห์ มอบให้พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดวัดยานนาวา เป็นประธาน และ 7.ด้านการพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก มอบให้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เป็นประธาน และให้ประธานแต่ละด้านไปสรรหากรรมการและเสนอรายชื่อกรรมการให้ มส.พิจารณาในการประชุมวันนี้
ซึ่ง มส.ได้ให้ความเห็นชอบรายชื่อกรรมการแล้ว 3 ชุด คือ คณะกรรมการฝ่ายปกครองของ มส. มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธาน และมีกรรมการอีกจำนวน และพระเถรานุเถระเป็นกรรมการอีก 15 รูป/คน ตามที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายปกครองของมส.ได้เสนอให้มส.เห็นชอบ
โดยมีรายชื่อ ดังต่อไปนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานกรรมการ พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศาราม เป็นรองประธานกรรมการ สำหรับรายชื่อกรรมการ มีดังนี้ พระพรหมมังคลาจารย์ วัดไตรมิตร กรุงเทพฯ,พระพรหมเสนาบดี วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ,พระธรรมดิลก วัดป่าแสงอรุณ จ.ขอนแก่น ,พระธรรมปริยัติโมลี วัดบพิตรพิมุข กรุงเทพฯ ,พระธรรมปัญญาภรณ์ วัดมหาธาตุ จ.ราชบุรี ,พระเทพปริยัติมุนี วัดทองนพคุณ กรุงเทพฯ ,พระเทพปริยัติวิมล วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ,พระเทพเมธี วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ,พระเทพวิสุทธิโมลี วัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพฯ,พระเทพโมลี วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ ,พระราชเวที วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ สำหรับกรรมการและเลขานุการ คือ พระราชเมธี วัดไตรมิตรฯ กรุงเทพฯ ส่วนกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ได้แก่ พระมหากวิพัมน์ สุขเมธี วัดไตรมิตรฯ กรุงเทพฯ และนายสมเกียรติ ธงศรี ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมส.
“คณะกรรมการชุดดังกล่าว ทำหน้าที่ช่วยเหลือมส.เมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับฝ่ายปกครองที่พิจารณาแล้วตามลำดับตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาส ถึงเจ้าคณะใฆญ่แล้ว ก็ยังไม่แก้ไขได้ คณะนี้ก็จะช่วยมส.พิจารณาอีกที นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ดูแลด้านการปกครองของคณะสงฆ์ทั้งฝ่ายพระวินัยธรและพระธรรมธร รวมถึงดูเรื่องการปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์ตามโรดแมปที่รัฐบาลวางไว้ด้วย ส่วนอีก 2 ชุด ที่ให้ความเห็นชอบ คือ 2.คณะกรรมการฝ่ายศาสนศึกษา ซึ่งประกอบด้วยพระสงฆ์และผู้บริหาร พศ.อีก 14 รูป/คน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนาด้านการศึกษาสงฆ์ และ 3. คณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา กรรมการมีทั้งพระเถรนุเถระ ปลัดกระทรวง และอธิบดีจากหน่วยงานต่างๆ จำนวน 24 รูป/คน ที่เหลือจะมีการพิจารณาแต่งตั้งในการประชุม มส.ครั้งต่อไป ”
รองโฆษกพศ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้วาระอื่นๆ ที่มส.เห็นชอบ ตามที่สำนักงานเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต วัดบวรนิเวศวิหาร ได้จัดโครงการเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติครบ 70 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน และทรงเจริญพระชนมพรรษา 89 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม โดย คณะสงฆ์คณะธรรมยุต ประกอบด้วย สมเด็จพระราชาคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ พระครูสัญญาบัตร พระสังฆาธิการ พระมหาเปรียญ และพระสงฆ์ จำนวน 108 รูป จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทุกวันที่ 21 ของทุกเดือน ตลอดปีพุทธศักราช 2559 โดยจะเริ่มต้นพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในวันที่ 21 มีนาคม นี้เป็นต้นไป ที่วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ ทั้งนี้ ถือเป็นมงคลอย่างยิ่ง เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ทั้งสองพระองค์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจของพุทธศาสนิกชนที่อย่ภายใต้พระโพธิสมภาร ได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และให้สังคมเกิดความสงบสุขร่มเย็นและสันติสุข
ขณะเดียวกันเฟซบุ๊กพระเมธีธรรมาจารย์ - เจ้าคุณประสาร ได้เผยแพร่ข้อความว่า
จากใจพระเมธีธรรมาจารย์
ในนามศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา พร้อมด้วยองค์กรภาคีเครือข่าย อยากจะบอกถึงความในใจของอาตมาที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งที่ผ่านมาและปัจจุบัน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
กว่าหนึ่งปีมาแล้วที่พวกเราร่วมอุดมการณ์เดียวกันในการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ (ไม่นับถอยหลังไปยาวไกลในผลงาน) ในประเด็นที่นับระยะเวลาเพียงเท่านี้เพราะอยากเริ่มต้นจากการเกิดขึ้นของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา 2558
ตั้งแต่ต้นปี 2558 เป็นต้นมา เราได้ยินชื่อคนบางคน บางกลุ่ม บางท่านในนามคณะกรรมการปฏิรูปพระพุทธศาสนา(ชื่อที่เข้าใจกัน) และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็มีเป้าหมายและพันธกิจที่ชัดเจนในการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ เปลี่ยนแปลงชนิดที่เรียกว่า 360 องศา เพราะพวกเขาไม่เคยรับฟังแม้กระทั่งเสียงอันแท้จริงของคณะสงฆ์ นอกจากนั้นยังไม่มีพระสงฆ์แม้แต่รูปเดียวที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการในชุดดังกล่าว
ดังนั้น พวกเราในนามพระสงฆ์ ชาวพุทธและองค์กรทางพระพุทธศาสนาต่างเป็นห่วงเป็นใยในทิศทางการปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์ภายใต้คณะกรรมการชุดนี้ จึงช่วยกันออกมาท้วงติง ให้สติ ให้ข้อเสนอแนะและชี้บอกแนวทางการปฏิรูปสงฆ์ที่ควรจะเป็นให้รับทราบ
ในทางตรงกันข้ามคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งมีบางคน บางท่าน กลับมองไม่เห็นความปรารถนาดี ความหวังดี และการปฏิรูปที่ควรจะเป็น พวกเขาจึงแสดงออกในทางก้าวร้าว รุนแรง ไม่เคารพ ไม่ให้เกียรติต่อคณะสงฆ์
การพิทักษ์ ปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์จึงเกิดขึ้นอีกครั้งด้วยความเต็มใจของทุกฝ่าย และจากความเสียสละอย่างแท้จริง
ดังนั้น พระสงฆ์ทั้งมวลจึงร่วมกันเพื่อจะออกมาเจริญพระพุทธมนต์กันถึงสองครั้งสองครา แต่เมื่อองค์กรสูงสุดทางคณะสงฆ์ได้เมตตาแนะนำ พวกเราก็รับฟังและปฏิบัติตามด้วยความเคารพ แม้จะสุ่มเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือในการทำงานก็ตาม
ผลครั้งนั้น ทำให้คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาจำต้องประกาศลาออก ยุบคณะกรรมการ และยุติบทบาทในนามคณะกรรมการในที่สุด
จากนั้นต่อมาฝ่าย สปช. ได้นำเอาประเด็นสรุปของคณะกรรมการปฏิรูปฯ ไปอภิปรายกันด่าคณะสงฆ์ในสภาฯอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย และได้ส่งเรื่องต่อไปยังรัฐบาล พร้อมทั้งแนบท้ายว่า ถ้าไม่มีใครคัดค้านภายใน 30 วัน แสดงว่าเห็นด้วย และให้นำไปดำเนินการเพื่อการปฏิรูปได้
พวกเราต่างเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องนี้กัน จึงร่วมมือกันไปยื่นเรื่องคัดค้านแนวทางปฏิรูปดังกล่าวที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพร้อมข้อเสนอแนะ จึงสามารถหยุดยั้งแนวทางปฏิรูปของพวกเขาได้
จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานในส่วนนี้ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จะไม่ดำเนินการใดๆในเรื่องของคณะสงฆ์ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม กว่าจะมีคำพูดนี้ออกมา จะมีกี่คนกี่ท่านที่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง
หลายท่านไม่รู้ หลายท่านรู้ ก็ขออนุโมทนา
นั่นคือเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อไม่นาน นึกว่าเรื่องจะสงบ เรียบร้อย ไม่มีใครกวนน้ำให้ขุ่นอีกต่อไป
เริ่มต้นศักราชใหม่ ต้นปี 2559 ก็มีเรื่องการเสนอรายนามสมเด็จพระราชาคณะที่ดำเนินการตามกฎหมายและจารีตประเพณีเพื่อเสนอทูลเกล้าฯซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ แต่ปรากฏว่า มีคนกลุ่มเดิม ชุดเดิมแปลงร่างมาอยู่ในองค์กรใหม่ พวกเขาได้ร่วมกันเซ็ตเรื่อง เซ็ตปัญหา เซ็ตสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่การขัดขวางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ทั้งที่ในวงการคณะสงฆ์ไม่มีปัญหาข้อขัดแย้งใดๆต่อกัน
การหักล้างด้วยเหตุ ด้วยผล และความร่วมมือร่วมใจกันจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้การต่อสู้ค่อนข้างยาวนาน สลับซับซ้อนมากกว่าคราวปฏิรูปฯ มีตัวละครเพิ่มมากขึ้น มีความพยายามขัดขวางคณะสงฆ์อย่างเป็นระบบ งานจึงหนักมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
แต่พวกเราก็ไม่ท้อ ไม่ถอย ไม่เสียกำลังใจเพราะพวกเราเชื่อมั่นโดยสุจริตใจว่าพวกเราได้ทำหน้าที่สำคัญเพื่อพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ พวกเราจึงเดินหน้า แม้บางคน บางกลุ่ม จะไม่เข้าใจหรือพยายามไม่เข้าใจก็ตาม
15 กุมภาพันธ์ 2559 พระสงฆ์ทั้งสังฆมณฑล ได้นัดหมายกันเองในการออกไปแสดงสังฆมติโดยการเจริญพระพุทธมนต์และยื่นข้อเสนอ 5 ข้อต่อรัฐบาล พวกเราไปเจริญพระพุทธมนต์ที่ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก เพื่อแสดงสังฆมติสนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ไม่ใช่ม๊อบ ไม่ใช่การกดดันรัฐบาลแต่อย่างใด
7 มีนาคม 2559 มีการนัดหมายเพื่อแถลงข่าวในกรณีคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะพวกเรามีความเห็นแย้งกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายรวมทั้งจารีตประเพณีด้วย
แต่การแถลงข้อเท็จจริงของฝ่ายเราก็ไม่สามารถดำเนินการไปได้ ไม่ว่าจะแถลงหนึ่งคนหรือเกินห้าคนก็ตาม เพราะตำรวจได้สนธิกำลังกับทหาร ยกกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ 2558 มากล่าวอ้าง การแถลงข่าวในวันนั้นจึงทำได้เพียงบางส่วนสั้นๆและถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด ดังปรากฏตามข่าวทุกสำนักที่ได้เห็น
จากนี้ไปชัดเจนว่า ฝ่ายเราจะทำอะไรก็ลำบาก ลำบากมากขึ้นจริงๆ
พระเมธีธรรมาจารย์ อยากพูดอะไรในภาวการณ์ เช่นนี้
1.อาตมาและคณะปฏิบัติตามกฎหมาย พระธรรมวินัยและจารีตประเพณีไม่เคยละเลย ขอยืนยันชัดเจน
2.ในสมองไม่เคยแม้แต่จะคิดในการที่จะสร้างความวุ่นวาย ปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ไม่เคยเลยจริงๆนอกจากแสวงหาความเป็นธรรม
3.พวกเราเพียงแต่ร่วมกันเสียสละเพื่อพิทักษ์ ปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ด้วยความใจที่บริสุทธิ์
4.พวกเราต่างเทิดทูลสถาบัน ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ด้วยศรัทธาที่เปี่ยมล้น
จากนี้ไปจะทำอะไร?
คงบอกยากว่าจะทำอะไร บอกยากจริงๆ เพราะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ประเดี๋ยวความปรารถนาดีของฝ่ายเราจะถูกแปลความหมายไปในทิศทางที่ทางตรงกันข้าม
ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า พวกเราไม่เคยท้อ ไม่เคยถอย มีกำลังใจที่ดีในการทำหน้าที่เพื่อรักษาความถูกต้องดีงามของพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ไว้ ไม่เคยทำความวุ่นวาย เดือดร้อนให้ประเทศชาติบ้านเมือง
จากนี้ไป ขอเวลาในอีกสัก 2-3 วันข้างหน้า เพื่อไปนั่งกรรมฐาน หาความสงบที่วัดป่าในชนบท เพื่อขัดเกลาจิตใจของตนเอง เวลานี้บอกได้เพียงเท่านี้
พระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร)
#เจ้าคุณประสาร
10 มีนาคม 2559



