
จำนวนคนไข้โรคหืดแอดมิดลดลง 29%
08 มี.ค. 2559
ดูแลสุขภาพ : จำนวนคนไข้โรคหืดแอดมิดลดลง 29%
กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย (Easy Asthma and COPD Clinic Network) ร่วมกันจัดงานประชุมใหญ่เครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ประจำปี ครั้งที่ 12 (12th EACC Annual Meeting) เผยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา สามารถลดจำนวนคนไข้โรคหืดแอดมิดได้มากถึง 29% หรือทำให้ภาครัฐลดภาระรายจ่ายลงมากกว่า 100 ล้านบาท
นพ.อัครพล คุรุศาสตรา เลขานุการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เขตสุขภาพที่ 10 กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข และสปสช.ได้จับมือก้าวเข้าสู่การเป็นหน่วยงานสาธารณสุขแห่งชาติไปด้วยกัน ท่ามกลางเสียงชื่นชมของนานาชาติ โดยมุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม และได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการจับมือกันร่วมทำงานเช่นนี้จะช่วยให้การกำหนดเป้าหมายทิศทางการดำเนินการจัดระบบบริการดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น
รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย (Easy Asthma and COPD Clinic Network) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2553-2558 เป็นเวลากว่า 5 ปี เครือข่ายคลินิกโรคหืดฯ สามารถลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้านอนพักรักษาตัวจากประมาณ 66,000 ครั้ง ให้เหลือเพียงประมาณ 45,000 ครั้งเท่านั้น โดยในปี 2558 ที่ผ่านมามีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและนอนในโรงพยาบาลลดลงกว่า 29 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคำนวณเป็นเงินออกมาก็สามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้กว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลสำเร็จที่น่าประทับใจอันเกิดจากความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน ที่มีส่วนสำคัญช่วยผลักดันให้การดำเนินงานเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้โรงพยาบาลที่ได้รับรางวัล EACC Excellence Award 2015 ประเภท Asthma ได้แก่ โรงพยาบาลหนองฉาง จ.อุทัยธานี และรางวัลประเภท COPD ได้แก่ โรงพยาบาลบ้านโฮ่ง จ.ลำพูน จึงอยากสนับสนุนให้คนไข้เข้าร่วมคลินิก เพื่อรับการบริการเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สำหรับในปี 2559 นี้ คาดว่าจะมีผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และมลภาวะทางอากาศต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง หรือควันจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี รวมไปถึงการดำเนินชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้นโดยทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ซึ่งจากข้อมูลขององค์กรอนามัยโลก (ฮู) จำนวนผู้ป่วยทั่วโลกอาจสูงถึง 325 ล้านคน และจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนมากมาจากประเทศที่มีรายได้น้อย ซึ่งในความเป็นจริง หลายเคสสามารถป้องกันได้ หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
ในฐานะตัวแทนของเครือข่ายคลินิกโรคหืด และปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี เครือข่ายได้มีโอกาสช่วยให้ผู้ป่วยโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังในหลายภูมิภาค สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถลดอัตราการกำเริบรุนแรงของโรคจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ โดยเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกันเรื้อรังแบบง่ายจะไม่ประสบความสำเร็จเลย หากไม่ได้รับความร่วมแรงร่วมใจของ “ผู้ให้” ทุกคนจากหลากหลายสาขาวิชาชีพที่มาดำเนินงานในเครือข่ายร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในด้านการกำหนดนโยบาย ดัชนีชี้วัดและผลักดันให้มีระบบการให้บริการผู้ป่วยโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีคุณภาพ มีหน่วยงานมากมายที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ลดอัตราการครองเตียงของผู้ป่วยโรคหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งทางเครือข่ายคลินิกโรคหืดฯ จะยึดมั่นในการทำงานของตนต่อไป เพื่อไปสู่เป้าหมาย Admission Rate Near Zero ให้ได้
ด้าน นพ.จักรกริช โง้วศิริ ประธานกลุ่มภารกิจสนับสนุนระบบบริการสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า โรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ที่หากมีการจัดการระบบการดูแลผู้ป่วยที่มีมาตรฐานและคุณภาพ จะช่วยลดอัตราผู้ป่วยเสียชีวิต รวมถึงอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลลดน้อยลง ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการดูและรักษาพยาบาลซึ่งเป็นงบประมาณของประเทศ ทั้งยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ป่วยและคนในครอบครัวได้ด้วย โดยในปี 2060-2061 สปสช. จะมีการปฏิรูปนโยบายและแผนงานให้สอดคล้องกับการทำงานของกระทรวงมากยิ่งขึ้น
รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์
ประธานเครือข่าย
คลินิกโรคหืดและ
ปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย



