ไลฟ์สไตล์

สงครามพญากิเลสมาร

สงครามพญากิเลสมาร

07 มี.ค. 2559

สงครามพญากิเลสมาร : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูพา

ยศและลาภ หาบไป ไม่ได้แน่

มีเพียงแต่ ต้นทุน บุญกุศล

เบนซ์โบราณ ทิ้งไว้ ให้ปวงชน

จากัวร์หรู ทิ้งให้คน ยลในวัด

  (เมื่อท่าน) บวชเข้ามา มีอะไร มาด้วยท่าน

  ท่านจะเอา วัตถุสะสม ทำไฉน

  ทำให้แจ้ง ในนิพพาน ลืมหรือไร

  สมณศักดิ์ เอาไปทำไม หากไม่พุทโธฯ

            เสพข่าววิวาทะของสมมุติสงฆ์มากๆ เข้า ก็รู้สึกปลงๆ วันหนึ่ง ข้าพเจ้า เกิดปิ๊งแวบแผงเป็นกลอนนี้ออกมาเฉยเลย (โดยต้นฉบับเป็นกลอนของท่านพระเดชพระคุณ สมเด็จโต พรหมรังสี)

            อดคิดไม่ได้ว่า ฆราวาส ที่มีศรัทธา มีสัมมาทิฐิ พวกเขาบางคนเกิดเบื่อในโลกธรรม เคยออกบวช เพื่อละจากโลกธรรม ๘ (มีลาภ-เสื่อมลาภ, มียศ-เสื่อมยศ, สรรเสริญ-นินทา และ สุข-ทุกข์) แต่โลกปัจจุบัน ที่คนในสังคมเริ่มเสื่อมศีลธรรม พวกเขาเหล่านั้น บางท่าน ละจากเพศฆราวาส มาบวชเป็นพระสงฆ์แล้ว แต่กลับยังคงยึดมั่นอยู่กับโลกธรรม ๘ เช่นเดิม ดีไม่ดี อาจมากกว่าเดิม ... ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เป็นเรื่องของ “กิเลส” ล้วนๆ

            กิเลสตัณหาที่เกาะกุม ควบคุมจิตใจผู้ประมาท ช่างทรงอำนาจเสียนี่กระไร ไม่ได้เกรงใจ หน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนเลย มันซัดโหม โจมตี ตั้งแต่ ปุถุชนคนหยาบ ฆราวาสเพศ ไปจนกระทั่ง พระภิกษุ สามเณร แม้จะมีพรรษาสูงๆ ก็ตาม มันสามารถจู่โจมได้อย่างเงียบเชียบ แบบเนียนๆ ที่ “จิต” จิตมนุษย์ โดยตรง

            เพราะจิตมนุษย์นั้นมิได้ถูกหุ้มห่อด้วยผ้าเหลืองเสียด้วยสิท่าน

            พญากิเลสมาร ช่างเก่งเสียจริงๆ... มันไม่เคยสนเลยว่า มนุษย์ผู้นั้นจะเป็นหญิงหรือชาย จะนุ่งกางเกงหรือสวมจีวรอยู่ มันชำนาญแต่การ พุ่งตรงไปที่ “จิต” ของผู้นั้น โดยถ่ายเดียว จิตผู้ที่ยังหลงใหล ไม่ปฏิบัติสมาธิภาวนา จิตมนุษย์ ผู้ยังคงลุ่มหลงอยู่ในโลกธรรม ติดใจอยู่แต่กับวัตถุภายนอก ความพึงพอใจ ในทรัพย์สมบัติ ก็ยังถือว่าเป็นกามฉันทะอยู่ดีนั่นเอง

            คำสอน หัวใจธรรม ของพระพุทธเจ้า หายไปไหนหมด?
           
            คำก็ ... ฉลองศรัทธาญาติโยม อีกคำก็ .... ไม่อยากขัดศรัทธาญาติโยม ฯลฯ ก็ไม่รู้ว่า ระหว่าง พระอาจารย์ กับ ญาติโยม ใครเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ กันแน่นะครับ ผมเอง ก็อดสงสัยไม่ได้ เกจิพ่อแม่ครูบาอาจารย์สมัยก่อน ท่านรับมืออย่างไร กับการถวายสิ่งที่เกินพอดีต่อสมณะ ก็ไปค้นเจอมาเรื่องหนึ่ง ขอโอกาสอ้างอิงเอามาให้ได้พิจารณากัน ...

            เรื่อง หลวงพ่อชากับรถยนต์ ทุกวันนี้รถยนต์กลายเป็นปัจจัยที่ ๕ สำหรับคนมีเงินไปแล้ว เป็นธรรมดาอยู่เองที่ฆราวาสเห็นอะไรดีก็อยากถวายให้พระได้ใช้บ้าง เพราะเชื่อว่าจะได้บุญมาก ดังนั้นการถวายรถยนต์แก่พระจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนมีเงิน จนกระทั่งรถกลายเป็นเครื่องแสดงสถานภาพของพระว่าเป็นที่ศรัทธานับถือของญาติ โยม

            ผลก็คือพระที่มีสมณศักดิ์ท่านใดที่ไม่มีใครถวายรถให้ ก็ต้องถือเป็นกิจที่จะขวนขวายหารถมาประดับบารมี

            สำหรับหลวงพ่อชา สุภัทโทนั้น ท่านไม่ต้องขวานขวายหารถเพราะมีคนอยากถวายรถยนต์ให้ท่าน แต่แทนที่ท่านจะตอบรับ ท่านได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสงฆ์วัดหนองป่าพงหลังสวดปาฏิโมกข์เพื่อฟัง ความเห็นพระสงฆ์ ทุกรูปเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะรับด้วยเหตุผลว่า สะดวกแก่หลวงพ่อเวลาไปเยี่ยมสำนักสาขาต่างๆ ซึ่งมีมากกว่า ๔๐ สาขา ในเวลานั้น (ปัจจุบันมีมากกว่า ๒๐๐ สาขา) อีกทั้งเวลาพระเณรอาพาธก็จะได้นำส่งหมดได้ทันท่วงที

            หลังจากที่หลวงพ่อชารับฟังความคิดเห็นของที่ประชุมแล้ว ท่านก็แสดงทัศนะของท่านว่า

            “สำหรับผม มีความเห็นไม่เหมือนกับพวกท่าน ผมเห็นว่าเราเป็นพระ เป็นสมณะ เป็นผู้สงบระงับ เราต้องเป็นผู้มักน้อย สันโดษ เวลาเช้าเราอุ้มบาตรออกไปเที่ยวบิณฑบาตรับอาหารจากชาวบ้านมาเลี้ยงชีวิต เพื่อยังอัตภาพนี้ให้เป็นไป ชาวบ้านส่วนมากเขาเป็นคนยากจน เรารับอาหารจากเขา เรามีรถยนต์แต่เขาไม่มี นี่ลองคิดดูซิว่ามันจะเป็นอย่างไร เราอยู่ในฐานะอย่างไร เราต้องรู้จักตัวเอง เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าไม่มีรถ เราก็อย่ามีเลยดีกว่า ถ้ามี สักวันหนึ่งก็จะมีข่าวว่ารถวัดนั้นคว่ำที่นี่ รถวัดนี้ไปชนคนที่นี่.. อะไรวุ่นวาย เป็นภาระยุ่งยากในการรักษา

            เมื่อก่อนนี้ จะไปไหนแต่ละทีมีแต่เดินไปทั้งนั้น ไปธุดงค์สมัยก่อนไม่ได้นั่งรถไปเหมือนทุกวันนี้ ถ้าไปธุดงค์ก็ไปธุดงค์กันจริงๆ ขึ้นเขาลงห้วยมีแต่เดินทั้งนั้น เดินกันจนเท้าพองทีเดียว

            แต่ทุกวันนี้พระเณรเขาธุดงค์มีแต่นั่งรถกันทั้งนั้น เขาไปเที่ยว ดูบ้านนั้นเมืองนี้กัน ผมเรียกทะลุดง ไม่ใช่ธุดงค์ เพราะดงที่ไหนมีทะลุกันไปหมด นั่งรถทะลุมันเลย ไม่มีรถก็ช่างเหอะ ขอแต่ให้เราประพฤติปฏิบัติดีเข้าไว้ก็แล้วกัน เทวดาเห็นเข้าก็เลื่อมใสศรัทธาเองหรอก”

            “ผมไม่รับรถยนต์ที่เขาจะเอามาถวายก็เพราะเหตุนี้ ยิ่งสบายเสียอีก ไม่ต้องเช็ดไม่ต้องล้างให้เหนื่อย ขอให้ท่านทั้งหลายจงจำไว้

            อย่าเห็นแก่ความสะดวกสบายกันนักเลย”

            (จากหนังสือลำธารริมลานธรรม – พระไพศาล วิสาโล หน้าที่ ๙๓-๙๕)

            นั่นแหละครับ หลักการและเหตุผลของพระเดชพระคุณหลวงพ่อชาฯ พระอาจารย์ทั้งหลายครับ เราจะฉลองศรัทธา หรือ ไม่กล้าขัดศรัทธาใคร ตลอดไป ไม่ได้นะครับ ตราบเท่าที่ สิ่งๆนั้น มันขัดต่อพระธรรมวินัย ไม่เหมาะต่อสมณเพศ เพิ่มพูนกิเลสตัณหา และสวนทางต่อพระนิพพาน

            ศรัทธาญาติโยม ใยจึงมีพลานุภาพกว่า ศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า ต่อสมณเพศ ต่อคำสัตย์ เมื่อยามขอบวชเข้ามา ได้เล่าครับ น้ำหนักต่างกันลิบลิ่วเลย ... บางที ผมเองก็อดคิดแบบพิเรนๆ ไม่ได้จริงๆนะครับ ถ้าวันหนึ่งมีโยมใจบาป นำนางงามจักรวาลมาถวายให้อยู่ในวัดท่าน ท่านจะกล้ารับไว้ แล้วยังจะพูดว่า ฉลองศรัทธาญาติโยม อยู่อีกไหมครับ?

            รู้ประมาณ ในการบริโภค

            ปรารภความเพียร ทำจิตภาวนา

            ทำนิพพานให้แจ้ง เดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ... เสียงสะท้อนหล่านี้ ยังก้องอยู่ในใจพวกท่านอยู่หรือเปล่าครับๆๆๆๆๆๆ... (Echo sound) … เอวัง