
ร่วมค้นหาชนชราแห่งอนาคต
03 มี.ค. 2559
ศิลปวัฒนธรรม : ร่วมค้นหา ชนชราแห่งอนาคต
ภายในปี 2568 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) โดยประกอบขึ้นจากกลุ่มคนหลากหลายรุ่น แต่ละกลุ่มก็มีความต้องการแตกต่างกัน สิ่งนี้สร้างความท้าทายให้แก่ผู้สูงอายุในอนาคต สำหรับการปฏิสัมพันธ์และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคม และในฐานะสมาชิกของสังคม ปัจจุบันเมืองต่างๆ ในโลกเริ่มถูกออกแบบบนพื้นฐานความเข้าใจถึงความต้องการเบื้องลึกของผู้สูงวัย ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกต่อวิถีชีวิตของกลุ่มคนที่มีจำนวนมากขึ้นนี้ และเพื่อเป็นก้าวแรกแห่งการออกแบบเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นิทรรศการ “ชนชราแห่งอนาคต : นิยาม โอกาส และความท้าทายใหม่” ที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (ทีซีดีซี) จัดขึ้นจึงมีคำตอบรอให้ร่วมค้นหาไปด้วยกัน
ก่อนเชื้อเชิญให้ชมองค์ความรู้ใหม่ๆ อภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กล่าวว่า สังคมผู้สูงอายุเป็นหัวข้อหนึ่งที่โลกกำลังให้ความสนใจ คาดว่าในปี 2593 ไทยจะมีผู้สูงอายุมากกว่า 2.1 ล้านคน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความต้องการต่างกัน มีความท้าทายใหม่ๆ ที่จะปรับตัวอย่างมีคุณภาพ ภารกิจของรัฐก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเข้าไปแก้ปัญหา ทีซีดีซีจึงได้จัดนิทรรศการนี้ขึ้นซึ่งมีเนื้อหาพยายามอธิบายนิยามของคำว่า “สูงอายุ” โดยไม่ได้มองว่าเป็นภาระของสังคม แต่เป็นผู้ผลิต เป็นต้นทุน มีประโยชน์ช่วยขับเคลื่อนภาคการผลิตให้เดินไปได้
“บริบทผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเกษียณที่อายุ 60 ปี ก็ขึ้นไปถึง 65-66 ปี เป็นค่าเฉลี่ยใหม่ที่ทำให้ผู้สูงอายุเป็นเครื่องจักรที่มีผลกับภาคการผลิต เรามองผู้สูงวัยเปี่ยมด้วยความท้าทาย มีประสบการณ์ ในอนาคตเราคาดว่า 1 ใน 5 ของประชากรโลกเป็นผู้สูงอายุ ถ้าเราใช้ให้เป็นประโยชน์ก็จะต่อยอดให้เศรษฐกิจดีขึ้น เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยชะลอความแก่ เพื่อประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้คนแก่มีคุณค่าต่อสังคม นิทรรศการนี้สะท้อนว่าเครื่องมือต่างๆ ที่จะทำให้เข้าใจว่าระบบอุปกรณ์ สาธารณูปโภคสอดคล้องกับผู้สูงอายุ เป็นทางเลือกทางออกให้สังคมไทยในอนาคต” ผอ.ทีซีดีซี กล่าว
ภายในนิทรรศการแบ่งออกเป็น 5 โซน แต่ละจุดผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมทั้งสัมผัสและตอบคำถาม ด้วยว่าในอนาคตตัวเองก็จะเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้สูงอายุเช่นกัน ซึ่ง ชมนันท์นรี พานิชกุล ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ และ ปิยพร อรุณเกรียงไกร ทีมพัฒนาเนื้อหาร่วมอธิบายขณะพาชม เริ่มจากโซน “อายุเป็นเพียงตัวเลข” กลุ่มประชากรผู้สูงอายุจะไม่ได้มีแค่ผู้สูงอายุในวันนี้แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มเจเนอเรชั่นใหม่ ทั้งเบบี้บูมเมอร์ส ที่ทยอยเกษียณในวันนี้ไปจนถึงเจเนอเรชั่นเอ็กซ์และวาย ซึ่งจะตามมาสมทบในอีกไม่ช้า คำถามคือผู้สูงอายุกลุ่มใหม่นี้มีทัศนคติเกี่ยวกับความชราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อะไรคือความคาดหวังและความต้องการใหม่ที่ยังรอการเติมเต็ม และเพื่อให้ได้ความคิดเห็นที่หลากหลายจะมีสติกเกอร์หลากสีเปรียบเสมือนตัวแทนกลุ่มเจเนอเรชั่นต่างๆ สำหรับให้ผู้เข้าชมร่วมแปะตอบคำถาม 6 ข้อ ซึ่งอาจนำไปเป็นข้อมูลในเชิงการตลาดให้ผู้ประกอบการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผู้สูงอายุในอนาคตได้
โซน “แก่ช้าลง และพึ่งพาตนได้นานขึ้น” การพัฒนาที่ก้าวกระโดดของเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยให้มนุษย์ต่อสู้กับความเสื่อมสภาพตามธรรมชาติของร่างกาย อีกทั้งการคิดค้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยให้คนแก่สามารถพึ่งพาตัวเองได้นานขึ้น สะท้อนให้เห็นความจริงว่ามนุษย์ไม่เคยหยุดความมุ่งมั่นที่จะอยู่รอด ทุกวันนี้คนเราจึงแก่ช้าลงทั้งกายภาพและอารมณ์ความรู้สึก ความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตไม่ได้ถูกจำกัดด้วยวันอีกต่อไป ตัวอย่างรถเข็นที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถออกจากบ้านได้ด้วยตัวเอง ซึ่งในอนาคตจะมีหุ่นยนต์รถเข็นโดยที่ไม่ต้องใช้แรงมากในการขับเคลื่อน หรือเพียงลูกบิดประตูที่ออกแบบให้สามารถโยกได้แทนการบิดหมุนเพราะคนแก่ทำได้ลำบาก เหล่านี้เป็นของใช้พื้นฐานที่ไม่ควรมองข้าม
มาที่โซน “มีส่วนร่วมในส่วนรวม” ชนชราในอนาคตปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับในฐานะสมาชิกของสังคม และไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งในปัจจุบันเมืองและบริการต่างๆ ก็เริ่มรองรับวิถีชีวิตของผู้สูงวัยมากขึ้น โลกออนไลน์ก็เป็นพื้นที่ใหม่ให้ติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกโดยไม่มีพรมแดนทางอายุ การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนจึงนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจและพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้ผู้ประกอบการ สังเกตง่ายๆ กับการออกแบบเครื่องออกกำลังกายที่ให้เล่นเป็นคู่หรือมากกว่าเพื่อให้มีการปฏิสัมพันธ์กัน หรืออย่างรองเท้ากีฬาที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยการฝังชิพไว้ที่พื้นรองเท้าสำหรับตรวจสอบการเต้นของหัวใจขณะวิ่งก็จะมีประโยชน์มาก เป็นการคิดเผื่อและส่งเสริมให้คุณตาคุณยายอยากออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้
สำหรับโซน “ผู้บุกเบิกบทบาทใหม่” ถ่ายทอดแนวคิดการเปลี่ยนผ่านจากวัยเกษียณในระบบทุนนิยมอุสาหกรรมสู่วัยที่มากด้วยทักษะ ประสบการณ์ และปัญญา อันเป็นต้นทุนการผลิตของสังคมยุคหลังอุตสาหกรรม การสื่อสารแบบดิจิทัล การทำงานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างรุ่นได้สร้างแรงงานใหม่กลับคืนสู่ตลาด เกิดบทบาทใหม่ของผู้สูงวัยไทยที่ใช่เพียงผู้บริโภคหากยังเป็นผู้ผลิตที่น่าจับตามอง จุดนี้อยู่กึ่งกลางของนิทรรศการแสดงเนื้อหาที่สะท้อนคมคิดด้านการใช้ชีวิตและการทำงานของ 5 ตัวแทนผู้สูงวัย อาทิ เอนก นาวิกมูล วัย 63 ปี ในฐานะผู้หลงใหลในการสะสมความรู้และข้าวของมาตลอดชีวิตเจ้าตัวมองว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข คนแก่คือคนที่มีประสบการณ์มาก อย่าปล่อยตัวไปโดยไม่เก็บสะสมคุณค่าในตัวเอง เป็นครู นักเขียน ศิลปิน แม้แต่ศิลปินพื้นบ้านคนร้องเพลงขอทาน เหล่านี้ต้องเก็บข้อมูลและภูมิปัญญา ส่วนตัวเป็นคนเขียนเรื่องมีข้อมูลที่ยังไม่ได้ทำอีกมากหรือรูปถ่ายตลอด 40 ปีก็ต้องทำทุกวัน ตั้งใจทำพิพิธภัณฑ์รับบริจาคข้าวของ ขยายออกไปเรื่อยๆ ทำในสิ่งที่รักแล้วมีความสุข ทำจนลืมว่าอายุเยอะแล้ว ด้าน ประพันธ์ แดงใจ อายุ 56 ปี ผู้ประกอบการท้องถิ่น สกลนคร เริ่มทำผ้าฝ้ายย้อมครามแบรนด์ “แม่ฑีตา” ราว 20 ปีก่อน เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์จนกลายเป็นต้นทุนในการสร้างสรรค์ ก่อนจะส่งต่อทักษะและความชำนาญสู่รุ่นลูก โรจ ควันธรรม วัย 65 ปี ดีเจ นักพากย์ และพิธีกรชื่อดังที่ยังคงสนุกและมีความสุขกับงานที่ทำ เป็นต้น
ท้ายสุดกับโซน “ออกแบบอย่างเข้าใจ” นำเสนอการออกแบบชีวิตในวันข้างหน้าให้สอดคล้องกับวัยที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น “ชุดจำลองประสบการณ์” ที่จำลองการเคลื่อนไหว การทรงตัว การสัมผัสและการได้ยินของคนสูงวัย “โถสุขภัณฑ์” ที่ได้รับกการออกแบบให้ที่รองนั่งแคบลงและนุ่มขึ้นสอดคล้องกับสรีระ “ชุดมัสเซิล สูท” ช่วยลดทอนอุปสรรค ช่วยให้การยกของหนักทำได้ง่ายขึ้น หรือ “แว่นตาจำลองปัญหาสายตา” ที่ให้ผู้ชมนิทรรศการทำลองสวมเพื่อให้เข้าใจประสิทธิภาพสายตาของผู้สูงอายุ ฯลฯ
เพราะความชราไม่อาจเลี่ยงได้ และเด็กในวันหน้าจะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ใหญ่ในวันนี้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือลงมือสร้างอนาคตด้วยความคิดสร้างสรรค์เพื่อรองรับให้เราพร้อมจะแก่ด้วยตัวเอง ร่วมค้นหาความท้าทายเหล่านี้ไปด้วยกันนิทรรศการเปิดให้ชม 10 โมงครึ่งจนถึง 3 ทุ่ม เว้นวันจันทร์ ลากยาวไปจนถึง 1 พฤษภาคม 2559 บริเวณแกลเลอรี่ 2 ทีซีดีซี ชั้น 5 ดิ เอ็มโพเรียม สอบถามโทร.0-2664-8448 ต่อ 213, 214



