ไลฟ์สไตล์

พุทธศาสนาคือทุนอันยิ่งใหญ่ของสังคมไทย

พุทธศาสนาคือทุนอันยิ่งใหญ่ของสังคมไทย

01 มี.ค. 2559

พุทธศาสนาคือทุนอันยิ่งใหญ่ของสังคมไทย : วิปัสสนาบนหน้าข่าว

           การเสวนาวิชาการโครงการวัดบันดาลใจ ครั้งที่ ๑ ณ อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๙ ฉันยังจำได้ถึงบรรยากาศภายในงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงบ เย็น และเป็นประโยชน์ เนื่องจากทุกภาคส่วนที่มาร่วมงานกว่า ๓๐๐ คน อันประกอบด้วย ตัวแทนพระสงฆ์กว่า ๑๐๐ รูป จากทั่วประเทศ ภาคีเครือข่าย นักวิชาการ สถาปนิก นักออกแบบ– ภูมิสถาปนิกอาสา และคณะผู้จัดงานจากสถาบันอาศรมศิลป์ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และบริษัท ชูใจ กะ กัลยาณมิตร จำกัด ต่างมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพลิกฟื้นคืนความสัปปายะและการเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณให้กับวัดทั่วประเทศ

           ในการนี้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี กล่าวปาฐกถานำและกล่าวเปิดการประชุมโดยกล่าวถึงพระพุทธศาสนาว่าเป็นทุนอันยิ่งใหญ่เพื่อพัฒนาประเทศไทย และในอนาคตเรื่องการเจริญสติจะกลายเป็นกระแสที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ ดังนั้นการพัฒนาประเทศที่แท้จริงจึงควรให้ความสำคัญด้านพุทธศาสนาและรื้อฟื้นความหมายและคุณค่าแท้จริงของวัด อันเป็นต้นทุนสำคัญของสังคมไทย โดยอาจเริ่มจาก ๙ วัดบันดาลใจ จากนั้นจึงขยายไปทั่วประเทศในอนาคต

           นอกจากนี้ ศ.นพ.ประเวศ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าปัญหาสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยว่า จากการเข้ามาของประเทศมหาอำนาจยุโรป ส่งผลให้คนไทยหันมาจัดการศึกษาที่เรียกว่า “ต่อท่อความรู้จากยุโรปมาประเทศไทย” เพราะเข้าใจว่าคนไทยมีความรู้และอำนาจน้อยกว่าเขา และอาศัยการท่องจำความรู้เสมือนว่าเราไม่มีต้นทุนอะไรเลยมาร้อยกว่าปี ทำให้คนไทยห้าถึงหกชั่วอายุคนไม่รู้จัก “ความจริงของประเทศไทย” มีแต่ความรู้ที่แปลจากต่างประเทศ

           “ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนไทยในยุคนี้ ไม่รู้จักความความจริงของแผ่นดินไทยและไม่สามารถพัฒนาประเทศไทยไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ ส่งผลให้เกิดวิกฤตภายในประเทศอย่างน้อย ๖ ประการ”

           ประการแรก วิกฤติทางการเมือง แม้ประเทศไทยจะพยายามพัฒนาประชาธิปไตยมา ๘๐ กว่าปี แต่ก็ไม่สำเร็จและเกือบฆ่ากันตายอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ ประการที่สอง วิกฤติทางเศรษฐกิจ  ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำมหาศาลระหว่างคนรวยกับคนจน และประเทศไทยขึ้นชื่อว่ามีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในเอเชีย ประการที่สาม วิกฤตทางสังคม จากความไม่เป็นธรรมในสังคมและความเห็นแก่ตัว ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ประการที่สี่ วิกฤติทางสิ่งแวดล้อม ประการที่ห้า วิกฤติทางศีลธรรม ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นเมืองพุทธ แต่มีความเสื่อมเสียด้านศีลธรรมไปทั่ว และอัตราการฆ่ากันตายในประเทศไทยสูงกว่าในญี่ปุ่น ยุโรป ประการที่หก วิกฤตในการพัฒนาคุณภาพคน การศึกษาที่มีอยู่ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพคนได้ ถ้าการศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพคนได้ก็จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆ ได้

           แล้วการศึกษาพระพุทธศาสนาจะช่วยพลิกวิกฤติเหล่านี้ให้เป็นโอกาสได้หรือไม่

           ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า ทุนทางพุทธศาสนาในสังคมไทยนั้นช่วยได้   “ประเทศไทยนั้นมีวัดมากกว่า ๓๐,๐๐๐ วัด ทั่วประเทศ พระสงฆ์กว่า ๒๕๐,๐๐๐ รูป และสามเณรกว่า ๑๐๐,๐๐๐ รูป รวมทั้งมีคนไทยที่นับถือพุทธศาสนามากกว่า ๙๐% และชาวตะวันตกในหลายประเทศเริ่มสนใจศึกษาศาสนาพุทธและสนใจปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น โดยเฉพาะการเจริญสติแบบพุทธ ดังนั้น วัดจึงเป็นต้นทุนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ และเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าในสังคมไทย ซึ่งการเชื่อมโยงวัดกับสังคมอย่างเกื้อกูลกัน ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ ๕ ประการ อันประกอบด้วย”

           ประการแรก การพัฒนาทางกายภาพ วัดมีความต้องการสถาปนิกและนักศิลปะเข้ามาช่วยเพื่อให้พื้นที่ภายในวัด สะอาด สงบ ร่มรื่น และคลายความเครียด เพื่อให้เกิดความสงบในจิตใจ ประการที่สอง ด้านสังคม  วัดกับชุมชนควรที่จะประสานความร่วมมือกัน เพื่อแก้ปัญหาและสนับสนุนให้คนในชุมชนมีความสุข ประการที่สาม ด้านธรรมะ  กระแสคนทั่วโลกเริ่มหันมาสนใจการเจริญสติมากขึ้น วัดควรมีการอบรมการเจริญสติ เพื่อเป็นการสร้างความสุข ลดความทุกข์ ให้คนได้ทั่วโลก ประการที่สี่ ด้านเศรษฐกิจ  เนื่องจากการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากฐานคือชุมชนท้องถิ่น วัดที่อยู่ในพื้นที่ ๓๐,๐๐๐ กว่าวัด สามารถส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างน้อย ๒ ประการ คือ หนึ่ง เปิดพื้นที่ให้คนจนให้ทำมาหากิน และสอง เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเพื่อเข้าถึงธรรมะและพัฒนาจิตใจ ประการที่ห้า ด้านการจัดการ การฟื้นฟูวัดทั้งหมดหากปล่อยให้พระหรือเจ้าอาวาสจัดการเพียงลำพังคงสำเร็จได้ยาก

           “ดังนั้นจึงควรมีอุบาสกและอุบาสิกาในหลากหลายอาชีพที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับพระเพื่อจัดการในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ไปพร้อมๆ กับการเจริญสติ”

           ก่อนจบการปาฐกถา ศ.นพ.ประเวศ ยังเน้นย้ำในตอนท้ายว่า โครงการวัดบันดาลใจมีเป้าหมายเพื่อให้คนทั้งสังคมเข้าถึงธรรมะ ทั้งความจริง ความดี ความงาม และความถูกต้อง และสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ รวมทั้งขยายความร่วมมือไปยังประเทศอื่นๆ โดยเริ่มจากประเทศในกลุ่มอาเซียนแล้วจึงค่อยๆ ขยายออกไปทั่วโลก

           ภายหลังจากเสร็จสิ้นการปาฐกถาของ ศ.นพ.ประเวศ เวทีการเสวนาจึงได้เริ่มขึ้น โดยเวทีการเสวนาแบ่งเป็น ๓ ช่วง ในช่วงเช้าจะเป็นเรื่อง “วัดโบราณสถานที่สำคัญของชาติ” โดยมี พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร และพระมหานัธนิต สุมโน วัดภูเขาทอง ร่วมเสวนา

           ในช่วงบ่ายเวทีเสวนาเรื่อง “วัดกับการเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงชุมชนเข้าสู่วัด” โดยมีพระราชวรเมธี รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ลงกรณ์ราชวิทยาลัย พระราชปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดนางชี และพระมหาสุทิตย์ อาภากโร เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม ร่วมเสวนา

           ปิดท้ายเวทีเสวนาด้วยเรื่อง “วัดกับบทบาทการเผยแผ่ธรรมอย่างมุ่งมั่นเพื่อดึงชุมชนเข้าวัด” โดยมีพระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ พระพุฒิสารเมธี เจ้าอาวาสวัดศรีทวี และพระครูจารุธรรมพิมล เจ้าอาวาสวัดป่าโนนกุดหล่มร่วมเสวนา

           ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเสวนา รศ.ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากสำนักบัณฑิตอาสาสมัครมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง“ปัจจัยที่เอื้อต่อการฟื้นฟูบทบาทหน้าที่การพัฒนาจิตวิญญาณของวัดในเขตเมือง” ซึ่งงานวิจัยชิ้นได้นำมาพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดและแนวทางของโครงการวัดบันดาลใจในเวลาต่อมา จากนั้นตัวแทนคณะผู้จัดงานได้นิมนต์ พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎิ์ กล่าวปิดการเสวนาและให้ข้อธรรมแก่คณะทำงานและภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงานในโครงการวัดบันดาลต่อไป

           เมื่อจบการเสวนา ฉันรู้สึกเบิกบานใจ จากอานิสงส์ของงานที่มีเป้าหมายเพื่อการทำนุบำรุงพระศาสนาและวัดวาอาราม ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นเพื่อทำหน้าที่พลิกฟื้นวัดทั่วประเทศให้สำเร็จลุล่วง...สาธุ

           และก่อนที่จะไปทำนุบำรุงวัด ก็ต้องกลับมาทำนุบำรุงใจ คือ การกลับมาเจริญสติ ปฏิบัติธรรมให้รู้จักใจตนเองมากขึ้น เพราะเมื่อเรารู้จักใจเราเอง เราก็จะเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงว่า มีประโยชน์ต่อชีวิตและมีคุณค่าต่อสังคมอย่างไรบ้าง อีกทั้งยังจะเป็นหนทางในการช่วยปกป้องและรักษาพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไปจากรุ่นต่อรุ่น เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ฝากพระพุทธศาสนาไว้กับคนใดคนหนึ่ง แต่ฝากไว้กับพุทธบริษัททุกคน

           เราต้องกลับมาถามตัวเราว่า เราทำหน้าที่เป็นพุทธบริษัทที่ถูกตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนหรือไม่ และเรารู้จักพระพุทธศาสนาดีหรือยัง ?

           ท่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหวโครงการวัดบันดาลใจ ได้ที่เฟซบุ๊กวัดบันดาลใจ https://www.facebook.com/watbundanjai หรือสอบถามรายละเอียดที่โทร.๐๖-๑๓๙๘-๗๑๑๘ หรือ ๐-๒๔๙๐- ๔๗๔๔-๔๕ ต่อ ๑๑๒