ไลฟ์สไตล์

ยิ้มกับฉันหน่อยสิ

ยิ้มกับฉันหน่อยสิ

01 มี.ค. 2559

ยิ้มกับฉันหน่อยสิ : บาตรเดียวท่องโลก โดยพระพิทยา ฐานิสสโร

           How are you? เป็นคำทักทายปกติเมื่อเจอหน้ากันของคนอเมริกัน แต่ดูไม่ค่อยปกติ เพราะคนส่วนใหญ่ที่ถามว่าคุณสบายดีไหม? คุณเป็นอย่างไรบ้าง? บางทีมิได้ต้องการคำตอบจากผู้ถูกถามเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกมิได้ออกมาจากใจ แต่ทำไปเพราะมารยาทและความเคยชินมากกว่า จริงหรือไม่?

           สิ่งเล็กๆ ที่เราละเลย ไม่ให้ความสำคัญในการดำรงอยู่ในทุกๆ วัน รู้ไหมว่ามันจะส่งผลต่อสิ่งใหญ่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะเมื่อเกิดเรื่องราวในทางไม่ดีหรือไม่คาดหวัง เราส่วนใหญ่จะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้น เราจะตกเป็นเหยื่อ จมอยู่กับความทุกข์เป็นเวลานาน และอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าเดิม

           จิตที่ไม่ดำรงอยู่กับสิ่งที่กำลังคิด พูด กระทำอยู่ในสิ่งแม้เพียงเล็กน้อย เป็นจิตที่ไร้พลัง ไร้ประสิทธิภาพ และไม่สามารถทำให้ผู้นั้นสัมผัสความสุขที่แท้จริงแห่งการทำหน้าที่นั้น มิหนำซ้ำก่อให้เกิดความเหนื่อย เบื่อหน่าย เย็นชา หงุดหงิด เครียด กลุ้ม กับตัวเองและคนรอบข้างอย่างง่ายดาย ทำให้ไม่เห็นคุณค่า ประโยชน์ในสิ่งที่ทำ แต่ต้องทำ เพราะต้องเป็นหนึ่งในสังคมในทางการเงิน ฐานะ เกียรติยศ ชื่อเสียง สรรเสริญ ถ้ามองลึกซึ้งภายจิตใจ กลับพบความเหงา โดดเดี่ยว แห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวา เพราะต้องวิ่งไล่ตาม ไขว่คว้าหาความสุขหลอกๆ ไปวันๆ

           เทคโนโลยีการสื่อสาร การคมนาคมยิ่งก้าวหน้า พัฒนามากขึ้นเท่าไร ความสัมพันธ์ที่ดีงามระหว่างครอบครัว ชุมชน ผู้คนในสังคมยิ่งน้อยลงๆ มากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่ ก้มหน้าหมกมุ่นกับโลกสมมติที่สร้างขึ้นมาอย่างเมามัน เสพติดจนวางแทบไม่ลง ไม่ว่าจะเป็นเกม การระบายความรู้สึก อยากรู้เรื่องผู้อื่น การโชว์สิ่งที่ทำในชีวิตประจำวัน การวิพากษ์วิจารณ์สังคม และกล่อมจิตใจให้หลง ล่องลอย ปรุงแต่งกับเสียงเพลง ข่าวสารแห่งโลก ได้เกือบตลอดเวลา ทำให้จิตใจและกายแทบไม่ได้พักทั้งที่ ไม่ได้ทำอะไร

           เราเจอกันง่ายขึ้น พูดคุยมากขึ้น แต่เรากลับมีความสุขและเข้าใจกันน้อยลง เพราะหลายครั้งจิตใจเรามิได้อยู่ ณ ตรงนั้นด้วยกันเลย เราค่อยๆ กลายพันธุ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ชีวิตชีวา แต่กลับใช้ร่างกายเพื่อหลอกตัวเอง หลอกผู้อื่นให้ลุ่มหลง เสพสุขสำราญจอมปลอมยิ่งขึ้น

           สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเราขาดปฏิสัมพันธ์ที่ดีงามกับตัวเราเอง ความสงบสุขภายในครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อมและหน้าที่ที่ต้องทำอยู่ เราขาดความรัก ความอบอุ่นโดยไม่รู้ตัว แล้วกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อดับความเหงาในตัวเอง แต่หารู้ไม่ว่ายิ่งกระทำยิ่งเหงามากยิ่งขึ้น และยิ่งเสพติดสิ่งต่างๆ มากขึ้น เราต้องเหนื่อยกับการหาให้ได้มามากๆ เพื่อการเสพมากๆ ยิ่งเสพมาก็ยิ่งเหนื่อย แต่เราก็หยุดไม่ได้ หยุดเมื่อไรก็เหงา ว้าเหว่ รู้สึกไร้ค่าทันที

           “สบายดีไหม” เราอาจกลับมาถามตัวเองด้วยคำถามเช่นนี้บ้าง แล้วเริ่มฝึกรักตัวเองด้วยการปิดโลกสื่อสารภายนอก เปิดโลกสื่อสารภายใน ฟังเสียงตัวเองให้มากขึ้น แม้เสียงที่เกิดขึ้นอาจสร้างความทุกข์ให้แก่เรา แต่เมื่อเราฟังแล้ววาง ฟังแล้ววาง เราจะเห็นการเกิด-ดับของเสียง มันผ่านมาและมันก็ผ่านไป ด้วยการตระหนักรู้ หรือมีสติอยู่กับลมหายใจ ซึ่งจะเป็นยาอันวิเศษที่จะค่อยๆ พาเราหลุดออกจากเสียงทั้งปวงที่กำลังบงการเรา

           สติทำให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง เมื่อจิตอยู่กับปัจจุบัน เราจะรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรท เราจะมีสัมมาทิฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง เป้าหมายที่ถูกต้องแห่งการดำเนินชีวิต เราจะทำหน้าที่ การงานที่สามารถหล่อเลี้ยงความสงบสุขในใจได้ โดยไม่แบกมันไว้ว่าเป็นของเรา หรือยึดไว้เพื่อความสำเร็จจอมปลอม แต่เราจะกระทำให้ดีที่สุดทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ เช่นคำทักทาย หรือตอบคำถามใครบางคน

           เตือนตัวเองเสมอ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดีก็เปลี่ยน ร้ายก็เปลี่ยน ไม่มีสิ่งใดที่ควรยึดมั่น ถือมั่น เมื่อเรามีความเห็นที่ถูกต้อง การกระทำที่ถูกต้องย่อมตามมา แล้วเราจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็น แม้สิ่งนั้นไม่ได้ดั่งใจเรา เราจะค่อยๆ เข้าใจ และเห็นคุณค่าในตัวเอง การดำรงอยู่ตรงนั้นของเราจะเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตัวเราและสิ่งรอบข้าง

            สิ่งยิ่งใหญ่ มีส่วนประกอบของสิ่งเล็กๆ มากมาย

           ความยิ่งใหญ่ไม่ปรากฏ ถ้าไม่มีสิ่งเล็กๆ อยู่ในนั้น

           ความสงบสุขเล็กๆ สามารถทำให้โลกใบนี้สะเทือน