
เอแบคเผยเด็กไทย55.6 %คิดแต่เรื่องดี
เอแบค เผยเด็กไทยเพียง 55.6 %เท่านั้นที่คิดแต่เรื่องดี ขณะที่ 53.1 % ทำดี และ 29.9 % มองว่าต้องต่อต้านการปฎิบัติที่ไม่เสมอภาคกันในสังคม พร้อมชี้เด็กไทยมีความภูมิใจแพทย์แผนไทยน้อยลง แนะพ่อแม่ สื่อ ต้องร่วมมือกันปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เด็ก ด้าน สกศ. เตรียมเสนอผ
เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2552 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ร่วมกับศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(เอแบค) แถลงข่าวผลการสำรวจโครงการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดีทำดี มีความสุข และภาคภูมิในใจความเป็นไทย จากตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงนักศึกษาปริญญาเอก 76 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 23,088 ตัวอย่าง ดำเนินการเมื่อเดือนมิ.ย.-ก.ค.ที่ผ่านมา
ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.ศูนย์ ฯ กล่าวว่า ผลวิจัยเมื่อสอบถามถึงเรื่องที่นักเรียน/นักศึกษาคิดดี พบว่า 90.5% คนดีนอกจากทำดีแล้ว ต้องช่วยให้ผู้อื่นทำดีด้วย รองลงมา 89.0 %หัวหน้าที่ดีต้องไม่เข้าข้างคนผิดแม้จะเป็นคนใกล้ชิด และ 88.6 %ทุกคนล้วนมีดีหากเลือกสิ่งดีๆ มาสื่อสารกัน สังคมจะสงบสุข และหากดูโดยสรุปแล้ว นร./นศ.ที่คิดดีมีอยู่ร้อยละ 55.6 เท่านั้น ขณะที่การทำดี พบว่ามีอยู่ร้อยละ 53.1 ที่ทำดี โดยเรื่องที่นักเรียน/นักศึกษา ทำดีมาก-มากที่สุด ได้แก่ 66.5% ยินดีแย่งปันสิ่งของของตนเองให้ผู้ยากไร้หรือเพื่อนๆเมื่อมีโอกาส 65.3% ชื่นชมผู้มีจิตเสียสละมุ่งมั่นช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อคับขัน 61.7ไม่หลงมั่วเมาไปกับสิ่งยั่วยุ ตามลำดับ ส่วนการต่อต้านการปฎิบัติที่ไม่เสมอภาคกันในสังคม หน่วยงาน หรือโรงเรียน มีเพียง29.9 %ที่ต้องทำ ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นคนดี 3 อันดับแรก คือ 1.ไม่หลงมัวเมาไปกับสิ่งยั่วยุ 2.มักถูกชักชวนให้เข้าทำงานกลุ่ม และ3.ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาม
ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ตัวชี้วัดความสุข พบว่ามีอยู่ 49.7% ที่คิดว่าตัวเองมีความสุข โดยตัวชี้วัดความสุข 3 อันดับแรกได้แก่ 62.0% รู้สึกตนเองเป็นคนอารมณ์ดี 61.8 %รู้สึกตนเองเป็นคนมีความสุข และ48.1 %ทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงทันเวลา ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อความสุข ได้แก่ ความรู้สึกอารมณ์ดี ทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงทันเวลา และนอนหลับง่าย ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ไม่มีความสุด ได้แก่ความรู้สึกอยากร้องไห้บ่อยๆ ความรู้สึกหมดหวังในชีวิต ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากทำอะไร
สำหรับความภูมิใจความเป็นไทย พบว่า 52.8 %มีความภูมิใจในความเป็นไทย ส่วนเรื่องที่มีความภูมิใจ ได้แก่ 92.5 %การได้เกิดเป็นคนไทย 87.1 %อาหารไทย 86.2 %แผ่นดินไทย 84.8 %ประเพณีไทย 82.0% ภูมิปัญญาไทย 79.8% ภาษาไทย และนักการเมืองไทย มีเพียง 26.9 % ขณะที่แพทย์แผนไทยมีความภาคภูมิใจน้อยลง ซึ่งจะมีการสำรวจต่อไปว่าเหตุใดที่ทำให้เด็กไทยรู้สึกอย่างนั้น ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อความภูมิใจ ได้แก่ ภูมิใจในแผ่นดินไทย การที่องค์กรระหว่างประเทศ ยกย่องคนไทย และอาหารไทย
ผอ.ศูนย์ฯ กล่าวต่อว่า หากจำแนกตามระดับการศึกษา นร.ระดับประถมศึกษา จะคิดดีเฉลี่ย 3.79 ทำดี 3.11มีสุข 2.92 และภูมิใจในความเป็นไทย 4.11 มัธยมศึกษา คิดดี 3.89 ทำดี 3.33 มีสุข 3.06 และภูมิใจในความเป็นไทย 4.02 อาชีวศึกษา คิดดี3.91 ทำดี 3.37 มีสุข 3.02 และภูมิใจในความเป็นไทย 3.99 ระดับปริญญาตรี คิดดี 3.99 ทำดี 3.54 มีสุข 3.05 และภูมิใจในความเป็นไทย 4.12 สูงกว่าปริญญาตรี คิดดี 4.05 ทำดี 3.64 มีสุข 3.02 และภูมิใจในความเป็นไทย 4.19
“จากค่าเฉลี่ยในแต่ละระดับการศึกษา พบว่า 3 เรื่องแรก คือคิดดี ทำดี มีสุข ในระดับประถมศึกษา จะมีค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่า ระดับอื่น ตรงจุดนี้ อาจชี้ให้เห็นได้ว่า กลุ่มของเด็กที่มีอายุมากขึ้น อาจตอบเพื่อทำให้ตัวเองดูดี แต่การสำรวจครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างไม่ทราบว่าจะสำรวจไปเพื่ออะไร จึงถือว่าเป็นข้อมูล และความรู้สึกของนักเรียน/นักศึกษาจริงๆ” ดร.นพดล กล่าว
ดร.นพดล กล่าวอีกว่าในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กนั้น พบว่า พ่อแม่ผู้ปกครอง ยังเป็นแหล่งอบรม ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เด็กได้ดีที่สุด รองลงมาคือการอบรมจากโรงเรียน การดูโทรทัศน์ การสนทนากับเพื่อน และการเข้าอินเตอร์เน็ต ทำให้เห็นได้ว่า การรณรงค์ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็ก แนวทางที่ดีที่สุด คือการใช้รูปแบบเก่า ให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี สื่อในการปลูกฝังเรื่องนี้ จึงจะเป็นการดีที่สุด และการผลิตเด็กให้มีความคิดดี ทำดี มีสุข และภูมิในความเป็นไทย ต้องเชื่อมโยงให้เด็กเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ และมีความสุขให้เกิดขึ้น เพราะเมื่อเด็กมีความภาคภูมิใจในตนเอง มีความสุข เด็กก็จะทำดี และคิดดี ทั้งนี้ จากผลวิจัยทางสกศ. จะรวบรวม และสรุปเพื่อนำเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ในวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.นี้



