ไลฟ์สไตล์

‘บูชาดาว’สะท้อนความเชื่อชาว‘ญวน-พุทธ’

‘บูชาดาว’สะท้อนความเชื่อชาว‘ญวน-พุทธ’

25 ก.พ. 2559

ศิลปวัฒนธรรม : ‘บูชาดาว’ สะท้อนความเชื่อชาว ‘ญวน-พุทธ’

 
      ตามความเชื่อของชาวพุทธอนัมนิกายเกี่ยวกับดวงดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวง อันได้แก่  พระอาทิตย์, พระจันทร์, พระพุธ, พระพฤหัสบดี, พระศุกร์, พระเสาร์, พระราหู และพระเกตุ ว่าหากมนุษย์ปุถุชนผู้หนึ่งผู้ใดได้ปฏิบัติทำความเคารพสักการะและได้นิมนต์มาเจริญพระพุทธมนต์ตามพระคัมภีร์นพเคราะห์ จะได้เป็นการต่ออายุหรือเพิ่มอายุให้ยืนยาวนานและเป็นการขอพรเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล รวมทั้งปกป้องคุ้มครองจากภัยอันตรายต่างๆ...ที่ วัดเขตร์นาบุญญาราม ซึ่งเป็นวัดประจำชุมชนชาว “ญวน-พุทธ” ในอ.เมือง จ.จันทบุรี ที่เข้ามาตั้งรกรากในแผ่นดินสยามตั้งแต่เมื่อรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ก็ได้ยึดถือปฏิบัติพิธีการ “บูชาดาว” สืบทอดความเชื่อและปฏิบัติกันมาจากรุ่นสู่รุ่นยาวนานกว่า 180 ปี กระทั่งเมื่อปี 2558 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เล็งเห็นถึงศักยภาพของพิธีดังกล่าวว่าจะสามารถช่วยส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดจันทบุรีให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นงานที่มีความเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อความศรัทธา อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเวียดนามและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้อีกขั้นหนึ่ง จึงเป็นที่มาของการบรรจุกิจกรรม “ขบวนบูชาดาว” และ จัดแสดง “โคมไฟประติมากรรม” เพิ่มเติมขึ้น และในปีนี้ได้กำหนดจัดงานชื่อ “บูชาดาว รับปีวานร มั่งมีพลัง มั่งคั่งความสำเร็จ” ระหว่างวันที่ 20-28 กุมภาพันธ์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อย่าง อ.คฑา ชินบัณชร ทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์พร้อมทั้งร่วมให้เกล็ดความรู้ต่างๆ 
 
      อ.คฑา ชินบัณชร ให้ความรู้ว่าเกี่ยวกับพิธีบูชาดาวและอานิสงส์ของการร่วมพิธีว่า ทุกคนที่ได้เดินทางไปร่วมงานนี้ ถือเป็นการไปสัมผัสพลังแห่งธรรมะและดวงดาวเป็นการอธิษฐานจิตสั่งสมบารมีจากการขอพรจากดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 พระองค์ เพราะการบูชาดาวมีความเชื่อกันว่าจะก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง นำมาซึ่งยศบรรดาศักดิ์ อายุยืนนาน นอกจากนี้ยังถือเป็นการ่วมกันสืบสานประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ 2 แผ่นดิน ได้แก่ ไทย และ เวียดนาม เพราะวัดเขตร์นาบุญญาราม เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดจันทบุรีที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวพุทธฝ่ายมหายาน เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ มาโดยตลอด
 
      "สำหรับขบวนบูชาดาวมีทั้งสิ้น 19 ขบวน มีผู้เข้าร่วมขบวนไม่ต่ำกว่า 300 คน ประกอบด้วย 1.ขบวนมังกรและสิงโต 2.ขบวนโคมจีน (เต้งลั้ง) 3.ขบวนป้ายเจ้า 4.ขบวนธงคำอวยพร 5.ขบวนล่อโก๊ว(เครื่องดนตรีจีน) 6.ขบวนธงญวนโบราณ 7.ขบวนพระมารดาแห่งดวงดาว 8.ขบวนพระอาทิตย์ 9.ขบวนพระจันทร์ 10.ขบวนพระอังคาร 11.ขบวนพระพุธ 12.ขบวนพระพฤหัส 13.ขบวนพระศุกร์ 14.ขบวนพระเสาร์ 15.ขบวนพระราหู 16.ขบวนพระเกตุ 17.ขบวนผู้ควบคุมบัญชีเกิด 18.ขบวนผู้ควบคุมบัญชีตาย และ 19.ขบวนเองกอ ที่สะท้อนความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเทพแต่ละองค์ นอกจากนี้ยังมาประติมากรรมโคมไฟ 6 ชุด ที่จัดแสดงภายในวัด ได้แก่ โคมไฟเจ้าวานรสวมชุดขึนศึกทรงม้า สื่อความหมายว่าเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โคมไฟซิ่วท้อมงคล, โคมไฟมังกรยาว 8 เมตร จำนวน 2 ตัว โคมไฟวานรรู้ธรรม สัญญาลักษณ์ของการสอนทางพุทธศาสนาว่า ปิดเพื่อไม่ให้รับรู้สิ่งไม่ดี โคมไฟฮก ลก ซิ่ว และ โคมไฟกิเลน" 
 
      ขณะที่ องพจนกร โกศล เจ้าอาวาสวัดเขตร์นาบุญญาราม กล่าวถึงพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ว่า ตามความเชื่อของอนัมนิกาย พระพุทธเจ้าได้จุติเป็นเทพยดาประจำดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 พระองค์ จึงเป็นที่มาของพิธีบูชาดาว โดยการอัญเชิญองค์ดาวนพเคราะห์ประทับเหนือเกี้ยวเสด็จออกประทานพรเป็นปฐมฤกษ์ในขบวนบูชาดาวออกประทานพรรอบเมืองจันทบุรี ให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ทุก่คนที่ร่วมงาน ซึ่งขบวนดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในเวลา 17.00 น. เคลื่อนจากวัดฝั่งประตูหน้าโบสถ์ ไปตามถนนตรีรัตน์ เลี้ยงเข้าถนนอัญมณี มุ่งสู่สี่แยกตังเอ็งเลี้ยวขวาไปพลาซ่ามุ่งสู่ตลาดโต้รุ่ง เลี้ยวขวาไปวงเวียนน้ำพุ จากนั้นจึงเคลื่อนขบวนเข้าสู่วัดเพื่อทำพิธีต่อไป
 
      ในฐานะตัวแทนชุมชนชาวญวน-พุทธริมน้ำจันทบูร กานต์พงศ์ ชินอุดมพงศ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารวัดฯ เล่าว่าปัจจุบันแม้ชุมชนคนญวน-พุทธจะถูกกลืนหายไปหมดแล้ว แต่ในส่วนของพิธีบูชาวดาวนพเคราะห์ก็ยังคงยึดถือปฏิบัติกันเรื่อยมา แม้ว่าวัดอนัมนิกายจะมีอยู่ทั่วประเทศไทยก็ตาม แต่การพิธีการจุดเทียนบูชาดาว ด้วยการปักเท่ียนเป็นรูปดวงดาวตามผังดาวของแต่ละดวง  เป็นการรักษาธรรมเนียมปฏิบัติมากว่า 100 ปี ซึ่งผังดาวที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นการใช้สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จึงนับเป็นเอกลักษณ์ของวัดเขตร์นาบุญญารามว่ามีที่เดียวในประเทศไทย
 
      "สำหรับช่วงเวลาที่ทำพิธี ถ้าคนจีนจะเรียกว่า เจี่ยง่วยจับโหงว ง่วงเซียวโจ่ย คือช่วงเริ่มต้นฤดูไม้ใบผลิตหรือช่วงเริ่มต้นฤดูการทำมาหากิน การหว่านพืชของเกษตกรในอดีต ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนการบูชาในตรุษจีนในช่วงกลางวัน พอมาถึง “ง่วงเซียวโจ่ย” กำลังจะเปลี่ยนไปสู่ฤดูใบไม้ผลิ ก็มาจุดเทียนขอพรจากดวงดาว เหมือนขึ้นปีใหม่ จริงๆ การเริ่มต้นปีจริงๆ ในการทำมาหากิน เราจะนับจากตรุษจีนไปอีก 15 วัน หรือวันที่ 15 ของเดือนแรก โดยส่วนมากจะตรงกับวันมาฆบูชา หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงตรงกันได้นั้น เพราะไทย จีน ญวน ใช้ปฏิทินจันทรคติเหมือนกันนั่นเอง แต่ก็มีบ้างที่บางปีอาจจะเหลื่อมกันหนึ่งหรือสองวัน ส่วนของที่ใช้สำหรับในการประกอบพิธีบูชาดาวเน้นการ “จุดเทียน” เป็นหลัก และการปักเทียนขึ้นอยู่กับแต่ละปีเกิดซึ่งจะหมุนเวียนกันไปไม่เหมือนกันในแต่ละปี ซึ่งในแต่ละปีจะปรากฏดาวเสวยอายุตามชาร์ตที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ หากใครต้องการบูชา ก็เพียงแค่มานำปีเกิดมาเทียบเคียงกับตารางในแผ่นชาร์ตโดยต้องบวกอายุเพิ่มอีก 1 ปี ตามความเชื่อของชาวจีนที่นับตั้งแต่อยู่ในท้อง สำหรับคนที่มาประกอบพิธีบูชาดาวต้องมีอายุ 12 ปีเป็นต้นไปตามรอบนักษัตรแรกจะถือว่าเป็นผู้ใหญ่
 
      นอกเหนือกิจกรรมจุดเทียน กานต์พงศ์ เล่าเสริมว่า ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำกันภายในวัดคือ “พะเก่ง” โดยแต่ละคนต้องเขียนชื่อของตัวเองลงในใบฎีกาถวายต่อพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และทวยเทพทั้งหลาย เพื่อให้ช่วยคุ้มครองดวงชะตาของคนนั้นๆ ในแต่ละปี ในการทำ “พะเก่ง” เมื่อเขียนชื่อในใบฎีกาเสร็จปุ๊บต้องเอาใบฏีกาไปไว้ในพระอุโบสถ จากนั้นพระสงฆ์จะสวดมงคลคาถาทั้งวันทั้งคืนตลอด 9 วัน โดยภายในพระอุโบสถจะมีหลวงพ่อโตเป็นองค์ประธานที่ดั้งเดิมคู่กับพระอุโบสถมานาน ทว่าในปีนี้เป็นปีทางวัดได้จัดสร้างพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ ได้แก่ พระศรีศากยมุนี พระไภษัชคุรุพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธ และนัเป็นโอกาสอันดีที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จมาเป็นองค์ประธานบรรจุพระธาตุในพระเกศของพระทั้ง 3 องค์ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา