
วิษณุยันรถหรูสมเด็จช่วงต้องว่าตามก.ม.
วิษณุยันรถหรูสมเด็จช่วงต้องว่าตามก.ม. พระม็อบผิดหรือไม่ต้องดูเจตนารมณ์พ.ร.บ. สุวพันธุ์เซ็งสื่อพาดหัวคลาดเคลื่อน แจงถกหลายฝ่ายปมตั้งสังฆราช ยันรบ.มีเจตนาดี
24ก.พ.2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีเสียงเรียกร้องว่าควรนำกฎหมายสงฆ์ปี 2484 มาบังคับในบางข้อ จะสามารถแก้ปัญหาการเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ได้ว่า ตนยังไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าวและไม่ทราบเรื่องดังนั้นจึงขอไม่ตอบในสิ่งที่ไม่ทราบ นอกจากนี้ตนยังไม่ได้หารือกับนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีการพิจารณารายชื่อสมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายกดดันให้รัฐบาลรีบดำเนินการตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาโลก นายวิษณุ กล่าวว่า ก็รับทราบ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายสุวพันธุ์ได้ระบุกับสมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยคว่ามีคนจำนวนถึง 1 ล้านเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณารายชื่อสังฆราชองค์ใหม่จะทำให้ถูกนำมาเป็นเหตุผลในการไม่แต่งตั้งสมเด็จช่วงได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องที่แท้จริง แต่อาจจะเป็นที่นายสุวพันธุ์ปรารภหรือพูดเผื่อเอาไว้แต่ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเนื่องจากไม่ได้ใกล้ชิดในเหตุการณ์ดังกล่าว
ส่วนเรื่อง 1 ล้านเสียงถูกนำมาเป็นประเด็นว่ารัฐบาลต้องการดึงเรื่องให้ช้าเพราะมีเสียงคัดค้านหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าได้ฟังจากคำพูดของนายสุวพันธุ์ให้ดีก็ไม่เห็นว่าเป็นการพูดในลักษณะเช่นนั้น นายสุวพันธุ์เป็นคนที่พูดเก่งถึงแม้จะพูดน้อย แต่เมื่อพูดแล้วมีเหตุมีผลไม่ได้พูดเรื่อยเปื่อย
เมื่อถามว่า มีสิ่งใดค้ำคอรัฐบาลอยู่หรือไม่ อาทิ ถ้าเรื่องต่างๆ ยังไม่เรียบร้อยชัดเจนก็ยังไม่ควรตั้ง นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าจะมีค้ำคอก็คงด้วยเรื่องอย่างนี้
การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่จะมีทางออกในการใช้ข้อกฎหมายหรือไม่นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นตอนของการใช้มาตรการของกฎหมาย ขณะนี้ยังเป็นมาตรการที่ต้องทำความเข้าใจและคลี่คลายปมข้อสงสัยในแต่ละปัญหา ซึ่งตนไม่ควรที่จะพูดอะไรมากไป ปัญหาอย่างนี้พูดให้น้อย ๆ จะดีกว่าเพราะถ้าพูดมากไปจะเลี้ยวกลับไม่ได้
เมื่อถามย้ำว่าแต่นายกรัฐมนตรีก็ต้องการให้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างเข้มงวด นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องอย่าเอามาปนกันระหว่างประเด็นต่าง ๆ กับประเด็นปัญหาล่าสุด กรณีของพระชุมนุม อย่าเอามาปนกัน เพราะในวิธีจัดการอย่าเอามาปนเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้ามีปัญหาเรื่องพระชุมนุมที่พูดกันว่าผิดกฎหมายจะใช้มาตรการตามกฎหมายใดก็แล้วแต่ ซึ่งตนไม่ทราบว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายชุมนุมสาธารณะ แต่ตนไม่ทราบในพฤติกรรมหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่จัดการดูแลไป เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะทั้งนั้นโดยจะต้องดูให้ดีว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวมีกรรมวิธีในการใช้ ซึ่งคนที่ชุมนุมเป็นเขาย่อมรู้จะชุมนุมอย่างไร เพราะใน พ.ร.บดังกล่าวมีข้อยกเว้นอยู่บางเรื่อง อาทิ เรื่องใดไม่ถือเป็นการชุมนุมและไม่นำกฎหมายชุมนุมสาธารณะมาใช้ การชุมนุมตามวัฒนธรรมประเพณี เช่น การแห่นางแมวคงไม่เกี่ยวกัน ก็ให้ว่ากันไป ส่วนเรื่องอื่น เช่น เรื่องรถเบนซ์ จดประกอบผิดกฏหมาย ที่สมเด็จช่วงมีชื่อครอบครองนั้น ถ้าจะมีอะไรผิดก็ว่ากันไปมาตรการด้านกฎหมายนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่นั้นจะใช้หนทางแก้ไขเหมือนในปี 2532 ที่ลำดับที่ 1 และ 2 สละสิทธิจะเป็นไปได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนขอไม่ตอบเรื่องนี้ เมื่อถามย้ำว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้ได้รับเสนอชื่อจะสละสิทธิ นายวิษณุ กล่าวว่า “ผมไม่ตอบ ไม่สามารถชี้ทางบรรเทาทุกข์ และไม่สามารถชี้สุขเกษมศานติ์ ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย ชี้ไม่ได้เพราะผมไม่รู้ ผมไม่ควรตอบ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะจัดลำดับการแก้ปัญหาที่ถาโถมเข้ามาอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องจัดตามระเบียบวาระที่มาก่อนกับเรื่องใดสำคัญเร่งด่วนและมีผลกระทบมากกว่า นำสองอย่างนี้มาประกอบกันแล้วดูว่าควรทำเรื่องใดก่อนหลัง แต่ในการแก้ไขจริง ๆ แม้ว่า เรื่องนั้นจะเกี่ยวพันกันแต่คงต้องแยกประเด็นให้ออก เพราะถ้าแยกไม่ออกแล้วประเด็นเรื่องนั้นจะยากกว่าที่เราคิด แต่ถ้าแกะออกเป็นส่วน ๆ โดยใช้หลักพระธรรม คือ เมื่อเกิดทุกข์ต้องดูเหตุ คือ สมุทัย ต่อไปคือนิโรธที่ต้องพยายามดับแล้วนำไปสู่วิธีการแก้ไข คือ มรรค ซึ่งที่สำคัญขณะนี้ที่รัฐบาลไม่รู้และคิดไม่ออก แต่เชื่อว่าเดี๋ยวก็คงคิดออกเพราะเราต้องพยายามฟังผู้รู้ซึ่งขณะนี้ นายสุวพันธุ์กำลังพยายามเดินสายพูดคุยซึ่งก็ได้คุยกับสมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยคมาแล้ว และต้องฟังหลายๆฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะจบในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถามอย่างนี้แล้วคิดว่าตนควรตอบอย่างไร ตนตอบไม่ถูก เพราะถ้าตอบไปตอบมาก็จะถูกโยงไปว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวนานหลายปี เมื่อถามว่าแสดงว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าใช้คำว่าปล่อยแสดงว่าไม่ได้ทำอะไรแต่ถ้ากำลังทำอะไรอยู่จะเรียกว่าปล่อยได้หรือ และถ้าสื่อไม่รู้ว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่แสดงว่าทำได้แนบเนียนมาก
สุวพันธุ์เซ็งสื่อพาดหัวคลาดเคลื่อน
นายสุวพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องการพูดคุยกับฝ่ายต่างๆแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ว่า ตนได้ขอให้มหาเถรสมาคม(มส.)จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะสงฆ์ องค์กรชาวพุทธ และภาคประชาชนไปแล้ว และเมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)จัดประชุมกับชมรมเปรียญธรรม 9 ประโยค ที่พุทธมณฑล ตนได้เดินทางไปพูดคุยเป็นการภายในด้วย แต่มีหลายเรื่องที่ปรากฎเป็นข่าวออกมาแล้วไม่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่ตนพูด จึงคิดว่าคนที่พูดคุยกับตนอาจไม่เข้าใจ ส่วนการไปพาดหัวข่าวว่าประชาชน 1 ล้านคนไม่ยอมรับการตั้งพระสังฆราช ทั้งที่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่หมายความว่าเรื่องทั้งหมดยังอยู่ที่ตนซึ่งมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี
และขณะนี้ยังไม่มีการเสนอความเห็นเพราะคนส่วนใหญ่ยังมีประเด็นที่คนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์อยู่ ย้ำว่าเจตนาในการพูดคุยไม่ได้ต้องการบอกว่ามีคนเท่าไหร่ไม่เห็นด้วย เพราะเราอยากให้การทำงานราบรื่นและที่สำคัญเราให้ความเคารพคณะสงฆ์อย่างที่สุด ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีสื่อโทรศัพท์มาหาตน เพื่ออยากรู้ความคืบหน้าในการพูดคุย จึงขอเรียนว่าบางอย่างมีทั้งวงที่คุยกันเป็นการภายใน และวงเสวนาทางวิชาการ ทั้งหมดที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ไม่มีเจตนาร้ายต่อคณะสงฆ์หรือต่อพระพุทธศาสนา อยากให้ทุกอย่างเดินไปได้ด้วยความราบรื่น
“บางคนมาถามว่าจะคุยกับรองสมเด็จพระราชาคณะตามที่มส.มอบให้มาคุยกับผม แล้วจะคุยกันเมื่อ ผมมีนัดหมายจะคุยกับท่านแต่คิดว่าบางเรื่องเป็นเรื่องภายในที่ผมจะคุยกับคณะสงฆ์ และเมื่อถึงเวลามีข้อมูลที่สมควรจะมาแจ้งให้สังคมรับทราบซึ่งเป็นสิ่งที่พูดมาตั้งแต่มีประเด็นถกกันในสังคม ว่าอะไรที่เล่าได้จะเล่า อะไรที่ไม่คิดว่าควรจะเล่าหรือไม่จำเป็นก็ไม่เล่า ย้ำว่าทุกอย่างที่ทำไปในวันนี้มีเจตนาที่ดีต่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา อยากทำให้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนานั้นยั่งยืนต่อไป ซึ่งข่าวบางอย่างไม่ตรงกับเจตนารมณ์และความตั้งใจของรัฐบาล จึงรู้สึกเสียใจที่ออกมาอย่างนั้น” นายสุวพันธุ์ กล่าว
นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า บางอย่างคุยกันภายในแล้วไปตีความผิดก็มี ขอให้สังคมเข้าใจการทำงานของรัฐบาลว่าต้องการยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนา ไม่มีจิตใจที่จะก้าวก่ายแทรกแซงหรือทำการสิ่งใดที่ไม่เคารพคณะสงฆ์ โดยเฉพาะพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ อยากให้สังคมเข้าใจกิจการของสงฆ์และขอให้หยุดกันสักนิดแล้วมาดูว่าเราจะอยู่กันตรงไหน แล้วจะทำอย่างไรที่ให้เป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ และวันนี้ต้องชั่งน้ำหนักว่าแต่ละฝ่ายควรมีบทบาทอย่างไร ไม่อยากให้พาดหัวข่าวในเชิงลบทั้งหมด เพราะพระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบจะเสียกำลังใจ ตนจึงไม่อยากให้สัมภาษณ์ในช่วงเวลานี้เพราะไม่อยากให้กระทบคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน และการที่ตนเดินสายพูดคุยกับฝ่ายต่างๆนั้น คุยกันหลายเรื่องไม่ใช่เรื่องเดียว มีเรื่องใหญ่ที่ต้องทำหลายเรื่อง และสุดท้ายต้องรู้ว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขอะไรตรงไหนบ้าง ส่วนมติของมส.รัฐบาลยังเคารพ ไม่ได้มีความคิดอย่างอื่น
ผู้สื่อข่าวถามว่าจากการพูดคุยกับกลุ่มเปรียญธรรมฯได้ข้อสรุปเกี่ยวกับข้อเสนอของคณะสงฆ์ที่ออกมาเรียกร้องบ้างหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ไม่มีข้อสรุป แต่เท่าที่รับฟังข้อเสนอที่ดีหลายอย่างและทราบความรู้สึกที่มีต่อบาทบาทของคณะสงฆ์ในปัจจุบัน และเคารพความคิดเห็นของเขาบางเรื่องอาจบอกสื่อไม่ได้ จึงอยากให้ติดตามเรื่องนี้จะเห็นว่าเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหามงกุฏราชวิทยาลัย ได้จัดเสวนาทางวิชาการและมีข้อเสนอแนะที่ดีหลายเรื่อง ที่ชัดเจนคือไม่มีความแตกแยกกันระหว่างนิกายทั้งมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย พระสงฆ์ทำงานร่วมกันและสมานฉันท์ทำงานมาตลอด ทั้งนี้รัฐบาลนำความเห็นและข้อเสนอที่สร้างสรรค์ของหลายฝ่ายนำมาดูและติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลรายงานให้นายกฯรับทราบต่อไป ยอมรับว่าขณะนี้มีบางประเด็นที่ยังไม่จบ
เมื่อถามว่ามองว่ารัฐบาลเพลี่ยงพล้ำในเรื่องนี้หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะเราไม่ได้สู้หรือแข่งขันกับใคร จึงไม่มีได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เราอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงในการทำงานจึงจะเข้าใจสถานการณ์และจะรู้ว่าควรเดินไปทางใดจึงจะเหมาะสม เมื่อถามว่าจะยุติปัญหาเกี่ยวกับพระสงฆ์ได้อย่างไร เพราะการดำเนินคดีกับพระบางรูปยังมีอยู่ โดยที่พระบางส่วนระบุว่าจะมารวมตัวกันอีก นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องของกฎหมายก็เป็นเรื่องของกฎหมาย รัฐบาลไม่เคยใช้กำหมายในการข่มขู่ใครคนใดคนหนึ่ง เราไม่ทำทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และสังคมตัดสินได้ว่าเรื่องราวแต่ละอย่างเป็นอย่างไร ส่วนจะมาชุมนุมอีกหรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจของแต่ละฝ่าย และเชื่อว่าการพูดคุยและหารือกันจ่ะวยทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น และต้องตระหนักว่าคุยครั้งใดควรเป็นเรื่องภายใน เรื่องใดควรบอกให้สังคมรับรู้ก็ทำให้ถูกต้องเหมาะสม
เมื่อถามย้ำถึงเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลยังดำเนินคดีทางกฎหมายกับพระและผู้ที่ไปรวมตัวกันที่พุทธมณฑล ทั้งที่ยุติการชุมนุมไปแล้วเมื่อยื่นหนังสือต่อรัฐบาล รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ต้องดูว่ารัฐบาลทำอะไร ข้อเสนอของเครือข่ายชาวพุทธฯทั้ง 5 ข้อนั้น ทั้งเรื่องก้าวก่ายแทรกแซงคณะสงฆ์นั้น รัฐบาลให้ความเคารพมติคณะสงฆ์มาโดยตลอด หากยังติดใจสงสัยในเรื่องนี้ตนยินดีพบและพูดคุยรวมทั้งส่งตัวแทนไปคุยด้วย สำหรับข้อกฎหมายต้องว่าไปตามนั้น ปล่อยให้พนักงานสอบสวนที่บังคับใช้กฎหมายดูแล ส่วนตนดูแลเรื่องที่ทำให้พระพุทธศาสนาของเราดีขึ้น
ต่อข้อถามว่ารัฐบาลทนแรงกดดันจากคณะสงฆ์และหลายฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวได้หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ทนได้ รัฐบาลมีหน้าที่รับแรงกดัน เมื่อเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องพร้อมรับแรงกดดัน ส่วนการเคลื่อนไหวต่างๆเชื่อว่าสังคมจะตัดสินได้เองว่ารัฐบาลและแต่ละฝ่ายมีท่าทีต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าถึงข้อเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อาจต้องเข้าสู่กระบวนการปฏิรูป ซึ่งคณะสงฆ์เคยมีการพิจารณามาแล้วแต่ยังไม่มีการแก้ไข หากครั้งนี้เห็นก็ต้องมาดู ที่ผ่านมารัฐบาลทำงานร่วมกับคณะสงฆ์อยู่แล้วไม่มีทางที่จะทำอย่างอื่นได้เอง แม้แต่จะร่างกฎหมายยังต้องถามภาคส่วนอื่นๆเลย เรื่องนี้ก็เช่นกัน///////



