ไลฟ์สไตล์

การฝึกจิตเหมือนการเลี้ยงลูก

การฝึกจิตเหมือนการเลี้ยงลูก

30 ก.ค. 2552

ถ้าเราเคยทำความผิดพลาดในอดีต รับทราบแล้ว ยอมรับผิดแล้ว ไม่ปิดบังอำพรางเปิดเผยกับกัลยาณมิตรแล้ว ปล่อยแล้ว ไม่ตั้งใจทำอย่างนั้นอีกแล้ว ก็เรียกว่าเป็นการชำระได้พอสมควร ถ้าเรายังชอบคิดวกวนเรื่องอดีต ไม่ใช่สิ่งดี มันเป็นนิวรณ์ เป็นการเบียดเบียนตัวเองแท้ๆ ถ้าเ

  เพราะถ้าเรามีอคติ โมโห แม้แต่นิดเดียวการปฏิบัติธรรมไม่ได้ผล ไม่ใช่เอาไว้น้อยๆ ไม่ได้เลย เหมือนในห้องผ่าตัด มีเชื้อโรคแม้แต่ตัวเดียว ก็เป็นอันตราย นับว่าไม่สะอาด เพราะฉะนั้นให้เราได้พิจารณาดูตัวเอง ดูความรู้สึกของตัวเองและดูความรู้สึกต่อคนอื่นด้วย

  หากเรามีอคติกับใคร ก็พยายามแผ่เมตตาให้กับทุกคน นึกภาพใบหน้าทีละคนๆ ถ้าเรามีอคติต่อใครเราจะรู้สึกสะดุด นี้ก็จะเป็นการเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจด้วยการให้เมตตาภาวนาเป็นหลัก ทำจิตใจให้เบิกบานเช้าๆ

 เช้าๆ ถ้าจิตใจเราไม่ค่อยมีกำลัง พยายามภาวนาในทางที่ทำให้จิตใจเรามีความสุขได้ง่าย เช่น อานาปานสติ การใช้สติกำหนดลมหายใจ บางครั้งบางคราว ลมหายใจอาจละเอียดมากเกินไปในเวลานั้น ก็เปลี่ยนเป็นเมตตาภาวนา ทำให้เกิดปีติได้ง่าย เมื่อจิตใจมีกำลังของปีติแล้ว ก็กลับไปอยู่กับลมหายใจต่อก็ได้ หรือใช้เจริญเมตตาภาวนาพร้อมกับลมหายใจก็ยังได้

 หายใจเข้า ทำให้จิตใจเรารู้สึกว่าเต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์ เต็มไปด้วยเมตตาธรรม หายใจออกรู้สึกเหมือนกับเมตตาธรรมแผ่ออกไปในทุกทิศทุกทางของลมหายใจ

 ให้เราหายใจเข้า-หายใจออกเหมือนลูกโป่ง เมตตาตอนหายใจเข้า เมตตาหายใจออก พยายามให้จิตใจแช่อยู่ในความรู้สึกเมตตา 

 แต่บางครั้งบางคราวเราก็ต้องดุซะหน่อย บางครั้งบางคราวเราก็ต้องให้กำลังใจตัวเอง เพราะการฝึกจิตเหมือนกับการเลี้ยงลูก ต้องรู้จักกาละเทศะให้ดี ที่สำคัญมากคือการจับหลักในการทำความเพียรให้ได้

 ธรรมะจากพระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ ชาวอังกฤษ สถานพำนักสงฆ์ จ.นครราชสีมา