ไลฟ์สไตล์

ทำความดี สักการบูชา วันเพ็ญเดือน ๓

ทำความดี สักการบูชา วันเพ็ญเดือน ๓

22 ก.พ. 2559

ธรรมะยู-เทิร์น : ทำความดี สักการบูชา วันเพ็ญเดือน ๓ : บายไลน์ อิทธิโชโต

 
      วันมาฆบูชาเวียนมาถึงทุกปี ก็เหมือนวันพระอื่นๆ คนสมัยก่อนรุ่นปู่ย่า ตายาย วันหยุดของท่านเป็นวันโกนและวันพระ อันเป็นวันหยุดของคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนามาแต่โบราณ สองวันนี้ทุกคนพร้อมใจกันหยุดงานเพื่อเข้าวัดฟังธรรม รักษาศีลอุโบสถ คือ ศีล ๘ ซึ่งแตกต่างจากคนสมัยนี้พอสมควร
 
      คนสมัยนี้หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ใช่วันโกนวันพระ น้อยคนที่จะแสวงหาอาหารทางใจ ส่วนใหญ่ก็จะหยุดพักผ่อนพาครอบครัว ไปกินโน่นทำนี่
 
      รุ่นลูกหลานจึงนับวันจะห่างออกจากศาสนาไปเรื่อยๆ บางครอบครัวเดือนหนึ่ง แทบจะไม่เคยพาลูกหลานไปทำบุญเลย จะมาคิดถึงก็คือวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันสำคัญอย่างนี้ก็มีคนทำบุญมากขึ้น สำหรับวันธรรมดาเราเห็นคนมาวัดน้อยมาก
 
      ถามว่า การทำบุญในวันสำคัญนานๆ ครั้งพอไหม ถ้าเป็นความคิดเห็นของเราคือ น้อยเกินไป เรียกว่า ขัดสนเหลือเกิน นานๆ ทำที คือ ให้อาหารทางจิตใจน้อยเหลือเกิน เปรียบเทียบอีกที เหมือนเราเดินถนน นานๆ เดินที กับที่เราเดินทุกวันๆ อย่างไหนจะเป็นทางกว่ากัน
 
      เพราะทางเดินถ้าไม่เดินทุกวัน ทางนั้นก็จะรก บางทีมองไม่เห็นทางเลย คำว่ารก อะไรล่ะที่รก ในจิตใจเรา ก็คือ มีแต่เรื่อง มีแต่ปัญหาทั้งนั้น ที่มาปิดบังจิตใจ มีแต่ความต้องการ ความโลภ ความโกรธ ความหลง บางคนที่ไปทำบุญนานๆ ครั้ง ถ้ารู้ว่าน้อยไป ก็ต้องพยายาม และส่งเสริมทำกันต่อไป ให้พยายามฝึก ให้พยายามทำคุณงามความดีนี้ ถ้ามีโอกาสและเวลาก็ขอให้ทำ ใครทำ ใครได้ เพราะไม่ใช่ว่า เราทำคนอื่นได้ เรื่องจิตใจเราต้องชำระเอง อย่าให้ใครมาชำระให้ ของใครของมัน ไม่มีใครมาชำระกิเลสให้เราได้
 
      พระพุทธเจ้าทรงทำอะไรในวันนี้ พระองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ๓ ประการให้แก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ ซึ่งเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทาที่พระองค์ทรงบวชให้ด้วยพระองค์เอง แล้วพระอรหันต์ทั้งหมดก็ต่างคนต่างมาทำการบูชาในคืนเพ็ญเดือน ๓ อย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
 
      โอวาทปาติโมกข์ ๓ ประการ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตของตนให้สงบผ่องใส ก็ท่องอยู่ รู้อยู่แล้ว แต่ไม่ทำ ถ้าไม่ทำ จิตใจก็ไม่สะอาด ถ้าไม่งดความชั่ว ความดีจะเกิดได้อย่างไร การไม่ทำบาปทั้งปวงคือ หยุด ละเว้นการทำสิ่งที่ไม่ดีทุกอย่าง แล้วอะไรที่เป็นความดี ก็คือ การทำกุศลให้ถึงพร้อม พระองค์ส่งเสริมให้ทำเลย
 
      การทำจิตใจให้สงบผ่องใส ถ้าไม่หยุดทำความชั่ว ถ้าไม่สร้างกุศล อยู่ๆ จิตใจจะสงบผ่องใสได้หรือ เป็นไปไม่ได้ การปฏิบัติมันก็ต้องเป็นขั้นบันได เป็นขั้นเป็นตอนไป
 
      เวลาขึ้นบันได ยังขึ้นข้ามขั้นได้ แต่ปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ละชั่ว ก่อนทำดี มีเรื่องมีราว จิตใจจะสงบได้ไหม ถ้าตัวเราจิตใจวุ่นวาย จิตใจรุ่มร้อน ไปที่ไหน ก็รุ่มร้อน แล้วจะสงบได้อย่างไร จะผ่องใสได้อย่างไร ชาวพุทธเราต้องไปคิด พิจารณาดู ในฐานะที่เราเป็นปุถุชน ก็น้อมเข้ามาพิจารณาว่าควรทำอย่างไรในวันนี้ หากเราเห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตาอย่างไม่มีประมาณในการที่จะให้เราได้รับความสุขที่แท้จริง เราก็ควรจะขวนขวายบำเพ็ญจิตตภาวนาให้ยิ่งขึ้น