ไลฟ์สไตล์

อธิบดีดีเอสไอยันไม่รีบยึดรถวัดปากน้ำฯวันมาฆะ

อธิบดีดีเอสไอยันไม่รีบยึดรถวัดปากน้ำฯวันมาฆะ

20 ก.พ. 2559

อธิบดีดีเอสไอยันไม่รีบเข้ายึดเบนซ์คลาสสิคจากวัดปากน้ำฯ ในช่วงวันหยุดมาฆบูชา เว้นแต่สมเด็จฯช่วงประสงค์ส่งมอบรถของกลางโดยเร็ว

           ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ ) วันที่ 20 ก.พ. 2559 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงการดำเนินการภายหลังตรวจพบรถเบนซ์ทะเบียนขม. 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นรถผิดกฏหมายว่า ตามกฎหมายเมื่อสืบทราบว่ารถดังกล่าวเป็นรถผิดกฏหมายก็ต้องยึดไว้เป็นของกลางในคดี โดยในวันอังคารที่ 23 ก.พ.นี้ ตนจะลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวน เพื่อโอนสำนวนคดีในชั้นสืบสวนจากพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ไปให้พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ ผบ.สำนักคดีภาษีอากร เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนชุดใหม่  พร้อมกับจะมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวนทั้งหมดไปยังวัดปากน้ำฯและขอนัดเข้าสอบปากคำสมเด็จฯช่วง เกี่ยวกับรายละเอียดในการครอบครองรถ และการเซ็นซื่อในเอกสารการโอนรถยนต์

           “ในช่วงวันหยุดต่อเนื่องในวันมาฆบูชา ดีเอสไอจะไม่มีการไปพบหรือขอรับรถยนต์ผิดกฏหมายออกจากวัดปากน้ำฯ เนื่องจากสมเด็จฯช่วง เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างให้เกียรติ แต่หากสมเด็จฯช่วงมีความประสงค์จะส่งมอบรถของกลางให้ดีเอสไอโดยเร็วก็สามารถประสานทำหนังสือมาที่พนักงานสอบสวนได้ ซึ่งดีเอสไอพร้อมดำเนินการเข้าไปรับรถได้ทันที”อธิบดีดีเอสไอกล่าว

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดกรมศุลกากรได้ประสานมายังอธิบดีดีเอสไอเพื่อขอข้อมูลการตรวจสอบรถเบนซ์คลาสสิคของสมเด็จฯช่วง โดยในวันศุกร์ที่ 26 ก.พ. นี้ ดีเอสไอจะนำข้อมูลในชั้นสืบสวนซึ่งพบขั้นตอนการนำเข้าผิดกฎหมาย มีการสำแดงราคาต่ำเพื่อชำระภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง และเป็นการนำเข้าตัวถังรถยนต์ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ส่วนควบเป็นชุดสมบูรณ์ ไม่ใช่การแยกชิ้นส่วนของรถจดประกอบ เพื่อให้กรมศุลกากรนำข้อมูลไปประเมินภาษีในส่วนที่ชำระไว้ไม่ครบถ้วน พร้อมค่าปรับ

           นายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กล่าวว่า กรณีดีเอสไอจะเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากสมเด็จช่วงว่าเป็นผู้ครอบครองรถเบนซ์โบราณในเรื่องลายเซ็นของสมเด็จช่วง ในเอกสารที่มีผู้นำไปยื่นจดทะเบียนจดประกอบต่อกรมการขนส่งทางบกและกรมสรรพสามิตนั้น สมเด็จช่วงไม่ได้พูดอะไรในเรื่องนี้ ยังคงปฏิบัติศาสนกิจตามปกติ แต่เท่าที่ทราบ สมเด็จช่วงเข้าไปเกี่ยวข้องเพียงขั้นตอนเดียวคือ การที่ท่านเซ็นชื่อในฐานะผู้รับโอนลอยเท่านั้น ส่วนขั้นตอนการจดทะเบียนและเอกสารต่างๆเกี่ยวกับรถนั้น เป็นการดำเนินการของอู่วิชาญ หากดีเอสไอประสานเข้ามาทางวัดพร้อมให้ข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติม แต่ขณะนี้ดีเอสไอยังไม่ได้ประสานมายังวัด ทั้งกรณีการจะเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการครอบครองรถของสมเด็จช่วงและการที่จะเข้ามาอายัดรถคันดังกล่าวเป็นของกลาง
 
           นายศุภภัทร์พจน์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าสมเด็จช่วงไม่ต้องการครอบครองรถคันดังกล่าวแล้ว ยังไม่เคยได้ยินท่านพูดในเรื่องนี้ แต่การที่ท่านจะต้องการหรือไม่ต้องการครอบครองรถคงไม่ใช่ประเด็นหลัก ขณะนี้กระบวนการตรวจสอบในขั้นตอนต่างๆ และการดำเนินการเรื่องของรถก็ต้องพิจารณากันไปตามกฎหมาย หากดีเอสไอ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหนังสือประสานขอให้ทางวัดชี้แจงหรือให้ปฏิบัติในเรื่องใดก็พร้อมให้ความร่วมมือ