
ทำนองเสนาะเสนาะฉะนี้
21 ก.พ. 2559
ทำนองเสนาะเสนาะฉะนี้ : คอลัมน์ ศิลป์แห่งแผ่นดิน
หากใครยังจำบทอาขยานครั้งยังเยาว์ได้ ไหนลองขับขานให้ฟังสักบท
“เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน เหมือนอย่างนางเชิญ
พระแสงสำอาง + ข้างเคียง
เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง เริงร้องซ้องเสียง
สำเนียงน่าฟังวังเวง....”
ผมจำได้ว่าบทนี้ (กาพย์ฉบัง 16 จากเรื่องพระไชยสุริยา) เป็นบทอาขยาน ที่เคยท่องตอนอยู่ชั้น ป.4
ยังมีบทอาขยานในความทรงจำอีกหลายต่อหลายบท ซึ่งอาขยานเหล่านี้เองที่เป็นทั้งจังหวะ และทำนอง ตรึงแน่นในความรู้สึกนึกคิดจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่การท่องจำด้วยสมอง แต่คือแทรกซึมเข้าถึงเลือดเนื้อและชีวิต
ผมรู้สึกดี มีความหวัง จะอย่างไรยังมีคนเห็นคุณค่าและลงมือลงแรง สืบสานการขับขานทำนองเสนาะตามขนบ
กลับจาก ม.วลัยลักษณ์ ประทับใจท่าน “สืบพงษ์ ธรรมชาติ” เจ้าสำนัก “อาศรมวัฒนธรรมฯ” ที่ยังแข็งขันจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ฝึกอ่านเขียนร้อยกรองทำนองไทย” จากงานนี้ผมเห็นความงอกงามที่น่าชื่นชมยินดี
ผมได้แผน ซี.ดี. “สืบสานการอ่านวรรณกรรมท้องถิ่น” จากมือท่าน “วัฒนะ บุญจับ” (นักอักษรศาสตร์ สำนักวรรณกรรมฯ กรมศิลปากร) จัดทำเผยแพร่ โดยกรมศิลปากร ตั้งแต่ปี 2547 โดยท่านวัฒนะ บุญชัย และ ดร.เทวี บุญจับ ได้ขับขานทำนองเสนาะไว ครอบคลุมคำประพันธ์ไทย ครบทุกรูปแบบ ตั้งแต่กลอนสุภาพ, โคลง4สุภาพ, กาพย์ยานี 11, กาพย์ฉบัง 16, ร่ายสุภาพ, ร่ายยาว, อินทรวิเชียรฉันท์, สาลินีฉันท์ วิชชุมมาลาฉันท์, วสันตดิลกฉันท์
ไม่ทราบว่าแผ่นซีดี และเอกสารประกอบชุดนี้ ได้แพร่หลายกระจายไปถึงมือครูภาษาไทยมากน้อยเพียงไร
โดยส่วนตัวผมได้รู้จักมักคุ้น คลุกคลีกับบรรดาครูภาษาไทย ระดับประถม และมัธยมศึกษาอยู่บ้าง ปัญหาคือคุณครูขาดการประสานสัมพันธ์เชิงข้อมูลความรู้วิชาการ ไม่ต้องพูดถึง “บูรณาการ” เอาแค่จะอ่านจะพับจะขานกลอนสักบทก็ยังไปไม่เป็น เท่าที่เห็นก็คือ ต่างคนต่างว่ากันไปตามมีตามเกิด
ผมไปปักษ์ใต้ก็หวังว่าจะได้ยินได้ฟังได้เห็นการขับขานวรรณกรรมท้องถิ่นของภาคใต้ ไปอิสาน ไปภาคเหนือ ก็อยากได้ยินได้ฟังอรรถรส สุนทรีย์ของท้องถิ่นนั้นๆ
อยากเห็นการ “สัมมนาเชิงปฏิบัติการ” แบบที่ผู้เข้าร่วมร่วมเป็นวิทยากร ไม่ใช่แบบที่วิทยากรเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียวในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญ” ผู้เป็น “ศูนย์กลาง” จักรวาลความรู้ เพราะความเป็นจริงคือ เราต่างมีความรู้ตามที่เรามี และมี “ความไม่รู้” อยู่เหมือนๆ กัน
ทุกครั้งที่ผมทำหน้าที่ “วิทยากร” ทุกหนทุกแห่งที่ประเทศผมจะได้รับ “บทเรียน” ใหม่ๆ เสมอ อย่างเช่นคราวที่แล้วที่งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการฯ ที่ ม.วลัยลักษณ์ ผมได้วิจารณ์งานเขียนของคุณครูภาษาไทยท่านหนึ่ง ซึ่งเขียนกลอนรักได้สวยงาม แต่ผมได้ติติงไปโดย “ความไม่รู้” ขีดเส้นใต้แล้วใส่เครื่องหมายผิดไปตรงคำว่า “รักอามาต” ก่อนให้ความเห็นว่าเป็นคำไม่เข้าชุดในคำประพันธ์ มารู้ภายหลังว่า คำว่า “รักอาฆาต” ของคนภาคใต้หมายถึง “รักมาก” “รักจังหู” ไม่ได้มีความหมายเชิง “พยาบาท อาฆาตแค้น” แต่อย่างใด...สาธุ...



