ไลฟ์สไตล์

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเร่งรับการรักษา

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเร่งรับการรักษา

18 ก.พ. 2559

ดูแลสุขภาพ : ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเร่งรับการรักษา

 
                      สพฉ.ห่วงผู้ป่วยโรคหัวใจ พบปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยกว่าแสนคน ย้ำผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันต้องได้รับการรักษาภายใน 3 ชั่วโมง พร้อมเปิดผลวิจัยผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 72 มีอาการที่บ้าน และกว่าครึ่งหยุดพักรออาการก่อนมารักษา ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทำให้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น
 
                      นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สพฉ. กล่าวถึงสถานการณ์ของโรคหัวใจในประเทศไทย ว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันมีสถิติของผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยฉุกเฉินที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการทางโรคหัวใจรวม 130,942 คน แบ่งเป็น อาการหายใจลำบาก ติดขัด มากที่สุด 99,052 คน รองลงมาคือเจ็บแน่นทรวงอก 31,035 คน และหัวใจหยุดเต้น 855 คน
 
                      นอกจากนี้ยังมีอาการของโรคหัวใจที่น่าเป็นห่วงอีกประเภท คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงสมองหรืออวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ทัน โดยผู้ป่วยฉุกเฉินดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับยาละลายลิ่มเลือด หรือถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจเพื่อให้เลือดไหลกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจให้เร็วที่สุดภายใน 6 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยลดเนื้อที่กล้ามเนื้อหัวใจตายและภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น และหากมาถึงภายใน 3 ชั่วโมงจะยิ่งมีโอกาสรอดมากกว่า 80% แต่ที่ผ่านมาพบว่าผู้ป่วยส่วนมากจะมาถึงช้ากว่า 3 ชั่วโมง
 
                      ดังนั้น สพฉ. ร่วมกับ พ.ต.หญิงพัชราภรณ์ อุ่นเตจ๊ะ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และรศ.ดร.ศิริอร สินธุ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยามหิดล จึงจัดทำวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยสำรวจการให้บริการผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จากผู้ป่วย 540 คน 18 โรงพยาบาล ใน 5 ภูมิภาค พบว่า 72% ผู้ป่วยจะมีอาการที่บ้าน และเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อ้วนและเบาหวาน
 
                      “ส่วนใหญ่ผู้ที่พบเห็นมักจะเป็นคนในครอบครัว และขณะเกิดเหตุผู้ป่วยกว่า 50% จะหยุดพักเพื่อรอดูอาการก่อน ขณะที่อีก 23% จะรีบไปโรงพยาบาลหากอาการไม่ทุเลาใน 5 นาที โดยในจำนวนนี้มีเพียง 4% ที่มาโดยระบบการแพทย์ฉุกเฉิน หรือโทรแจ้งสายด่วน 1669 เนื่องจากคิดว่าไปโรงพยาบาลเองจะเร็วกว่า แต่ความจริงผู้ป่วยโรคดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเฉพาะที่มียาละลายลิ่มเลือด หรือโรงพยาบาลศูนย์ตติยภูมิโรคหัวใจ ดังนั้นหากไปผิดก็จะยิ่งทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสรอดชีวิตก็ลดลงด้วย โดยจากสถิติพบว่าผู้ป่วยที่มีญาติหรือมีผู้พบเหตุอยู่ด้วย ใช้เวลาเฉลี่ยมาโรงพยาบาล 4 ชั่วโมง 38 นาที ส่วนผู้ป่วยที่อยู่คนเดียวจะใช้เวลามาโรงพยาบาลเฉลี่ย 5 ชั่วโมง 25 นาที" เลขาธิการ สพฉ. กล่าว
 
                      นพ.อนุชา กล่าวต่อถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาไม่ทันใน 3 ชั่วโมง ว่าเป็นเพราะขณะเกิดอาการจุกแน่นหน้าอก ชาที่แขนซ้าย ก็มักจะปล่อยให้อาการรุนแรงมากขึ้น โดยจะรอพักให้หายเอง หรือเป็นเพราะการช่วยเหลือของผู้พบเหตุไม่เหมาะสม คือมักแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดพัก บีบนวด ให้กินยาแก้ปวด โดยไม่แจ้งสายด่วน 1669 ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักขึ้น ซึ่งตามหลักแล้วหากพบเห็นผู้ป่วยโรคหัวใจจะต้องรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 ทันที และบอกอาการให้ชัดเจน ซึ่งจะส่งทีมมาช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม
 
 
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเร่งรับการรักษา
 
 
                      ดังนั้นอย่าลืมดูแล “หัวใจ” ของคุณให้แข็งแรง โดยวิธีง่ายๆ คือ
 
                      1.ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
 
                      2.หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน มัน เค็ม เกินไป เพราะจะทำให้มีเกิดการสะสมไขมันในหลอดเลือด โดยควรรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ผัก ปลา ผลไม้ และอาหารที่มีกากมากๆ
 
                      3.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะในบุหรี่มีสารนิโคตินและสารอื่นๆ ที่จะทำอันตรายต่อผนังบุด้านในหลอดเลือด และยังทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัว
 
                      4.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียดกับงาน
 
                      5.ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป และ
 
                      6.ตรวจเช็กสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเป็นๆ หายๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
 
 
 
นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร
 
เลขาธิการสถาบัน
 
การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)