ไลฟ์สไตล์

เบนซ์'สมเด็จช่วง'ผิดกฎหมาย

เบนซ์'สมเด็จช่วง'ผิดกฎหมาย

16 ก.พ. 2559

'บิ๊กต๊อก' เผยผลสอบเบนซ์ 'สมเด็จช่วง' ผิดกฎหมาย 'ไพบูลย์' ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน จี้ มส.ดำเนินตามพระลิขิต รัฐบาลยันไม่เคยแทรกแซง สงฆ์-ฆราวาสอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน

 
                      16 ก.พ. 59  พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยผลการตรวจสอบรถเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขม 99 ที่มีชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ครอบครอง ว่า ตนได้รับรายงานสรุปผลการตรวจสอบจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่รายงานมายังตนแล้ว โดยผลสอบพบว่ารถยนต์ดังกล่าวผิดกฎหมาย ส่วนรายละเอียดการตรวจสอบจะเป็นอย่างไร ผิดกฎหมายในขั้นตอนใดบ้างนั้น ขอให้รอการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากอธิบดีดีเอสไอในวันที่ 18 ก.พ.นี้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่รถผิดกฎหมายแล้วผู้ครอบครองจะมีความผิดด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องของขั้นตอนที่ต้องดำเนินการหลังจากนี้ว่าได้รู้หรือจงใจหรือไม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้รายงานผลการทำงานกับตนเป็นระยะๆ
 
                      สำหรับรถคันดังกล่าวเป็นหนึ่งในรถที่มีอยู่ในบัญชีรายชื่อรถจดประกอบที่ดีเอสไอตรวจสอบเกี่ยวกับกรณีการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งขณะนี้มีการส่งข้อมูลรถยนต์บางส่วนให้กรมศุลกากรประเมินภาษีในส่วนที่ชำระไว้ไม่ครบ
                 
 
 
'ไพบูลย์' ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน จี้ มส.ดำเนินตามพระลิขิต
 
 
                      เมื่อเวลา 11.30 น.  นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เข้ายื่นผู้ตรวจการแผ่นดินผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้วินิจฉัยการปฏิบัติหน้าที่ของมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าดำเนินการตามพระลิขิตของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จนสิ้นสุดขั้นตอนตามกฎหมายหรือไม่ ในกรณีที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 8 ประกอบกับกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 พ.ศ. 2538 มีพระลิขิตทรงวินิจฉัยว่า พระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) ต้องอาบัติปาราชิกพ้นจากการเป็นสมณเพศไปแล้ว ซึ่งมีผลตามกฎหมายและมหาเถรสมาคมให้การรับรองไว้แล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2542 โดยแม้ว่ามหาเถรสมาคมจะไม่มีมติที่ระบุชัดเจนว่า พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก หรือให้พ้นจากการเป็นสมณเพศ แต่การที่มีมติรับรองพระลิขิตดังกล่าวเท่ากับเป็นการรับรองว่าพระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกพ้นจากสมเพศ ซึ่งมีผลทางกฎหมายในทันที แต่จากการตรวจสอบพบว่ามหาเถรสมาคมยังไม่ดำเนินการให้พระธัมมชโยสละสมณเพศตามกฎหมายมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 พ.ศ. 2538 แต่อย่างใด
 
                      นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า การที่มหาเถรสมาคมมีมติเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า การดำเนินการให้เป็นไปตามพระลิขิต ได้สิ้นสุดไปแล้วนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะกรณีที่อ้างถึงนายมาณพ พลไพรินทร์ และสมพร เทพสิทธา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระธัมมชโยว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัยด้วยการบิดเบือนหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา อวดอุตริ รวมไปถึงการยักยอกทรัพย์นั้น การพิจารณาด้านพระธรรมวินัยในชั้นนี้ยังอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ในฐานะที่เป็นผู้พิจารณาตามกฎหมายมาเถรสมาคมฯ ว่าด้วยลงนิคหกรรม ไม่ใช่เป็นกรณีตามพระลิขิตของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
 
                      เมื่อถามถึงการชุมนุมของพระสงฆ์และการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล 5 ข้อ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวคงเป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลนี้ได้ยึดตามกฎหมาย หากจะให้คณะสงฆ์เป็นเอกเทศ หรือรัฐอิสระเหมือนวาติกันคงทำไม่ได้ ในความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าการออกมาชุมนุมนั้นเป็นการปกป้องพระเถระบางรูป และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของพระที่เป็นแกนนำ ซึ่งคณะสงฆ์ในปัจจุบันนี้ต่างพยายามผูกขาดและแสดงความเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะมหาเถรสมาคมทั้งที่ไม่อยู่ในพระธรรมวินัย โดยพระพุทธศาสนาควรเป็นของพุทธบริษัทสี่ ไม่ควรผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การที่พระสงฆ์ออกมาชุมนุมจนถึงขั้นปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร เป็นความเสื่อมขั้นสูงสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการปกครองคณะสงฆ์ที่ล้มเหลวและเป็นการกระทำที่ผิดพระธรรมวินัยและกฎหมาย
 
                      รวมทั้งการที่มีข้อเสนอเร่งรัดให้มีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่นั้น ก็เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้องอาจเป็นการหมิ่นเหม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ เนื่องจากพระที่ถูกเสนอชื่อยังถูกตรวจสอบในเรื่องคดีความ เช่น คดีรถหรูว่าครอบครองอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วมีความผิด แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน แต่ตามประเพณีปฏิบัติก็คงไม่สามารถหน้าที่ได้ หากจะเร่งรัดเรื่องดังกล่าวก็ควรไปเร่งรัดการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษให้สรุปผลโดยเร็วจะดีกว่า อีกทั้งในความเห็นส่วนยังมีข้อสงสัยว่า เจ้าอาวาสวัดปากน้ำยังมีความใกล้ชิดพระธัมมชโย ที่อาจมีการช่วยเหลือที่ไม่ให้ต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คิดว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีที่จะนำไปสู่การปฏิรูปพระพุทธศาสนา และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย
 
 
 
รัฐบาลยันไม่เคยแทรกแซงเรื่องสงฆ์
 
 
                      เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้แจ้งข้อเสนอของ พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ในที่ประชุม ครม. โดยเฉพาะข้อที่ระบุว่า “ห้ามหน่วยงานภาครัฐ เข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์” นั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า สิ่งต่างๆ ต้องตีความคำว่า “เข้าไปยุ่ง” ให้ถูกต้อง ซึ่งถ้าเป็นการเข้าไปยุ่งเพื่อแทรกแซง รัฐบาลนี้ไม่เคยทำ รวมถึงทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่สามารถทำได้
 
                      "แต่ด้วยกลไกขั้นตอนที่มาจากมหาเถรสมาคม (มส.) ต้องมีการส่งเรื่องโดยผ่านรัฐบาล ซึ่งในส่วนนี้ตามบทบาทหน้าที่ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงต้องตีความหมายว่าที่อย่าเข้าไปยุ่งนั้นหมายถึงอะไร ถ้าไม่ใช่หน้าที่ภาระ รัฐบาลก็ไม่เข้าไปยุ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นภาระหน้าที่ ที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามนั้น”
 
                      โฆษกรัฐบาล กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินคดีตามกฎหมายทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย อะไรผิดอะไรถูกมันยึดอยู่บนหลักการของกฎหมาย ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานในที่ประชุม ครม. ได้สรุปด้วยว่า ขอให้ทุกฝ่ายยึดสิ่งที่เป็นพระธรรมวินัย เพราะศาสนาพุทธคือความร่มเย็น ดังนั้น อะไรที่เป็นความเป็นร่มเย็นขอให้ทุกฝ่ายใช้สติ ศาสนาพุทธในวันนี้ก็คือพระธรรมวินัยที่จะเป็นหลักจรรโลงสังคมให้เกิดความร่มเย็น
 
 
 
'บิ๊กต๊อก' ย้ำสงฆ์-ฆราวาสอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน
 
 
                      พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มพระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหวกดดันโดยยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 5 ข้อ โดยเฉพาะการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ยุติการแทรกแซงศาสนจักร ว่า การสอบสวนของดีเอสไอเป็นผลสืบเนื่องมาจากคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ไม่ใช่การตรวจสอบวัดพระธรรมกาย ไม่ใช่เรื่องของวัด แต่เป็นการตรวจสอบการทำผิดของบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ทำผิดกฎหมาย กรณีสหกรณ์คลองจั่นเป็นเรื่องของกฎหมายและคดี ไม่ใช่เรื่องศาสนจักรที่เอามาพูดกัน การทำงานของกระทรวงยุติธรรมไม่มีประเด็นใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง จึงไม่ต้องการให้นำคดีมาเชื่อมโยงกับวัด แม้ตัวบุคคลที่ถูกดำเนินคดีจะอยู่ในวัดหรือเกี่ยวข้องกับวัดก็ตาม
 
                      พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ม็อบกลุ่มสงฆ์ไม่สามารถกดดันการทำงานของกระทรวงยุติธรรมได้สำเร็จและกดดันตนไม่ได้ เพราะเราทำในสิ่งที่ต้องทำ ดีเอสไอทำคดีตามหน้าที่ไม่ว่าสงฆ์หรือฆราวาส ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน จะห้ามไม่ให้ดีเอสไอไม่ทำงานไม่ได้ เรื่องสหกรณ์คลองจั่นเกี่ยวข้องกับเอกชนและพลเรือนหลายรายจะยกเว้นความผิดส่วนใดส่วนหนึ่งออกไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นข้อเรียกร้องที่เสนอมาไม่มีอะไรที่จะมากดดันการทำงานของดีเอสไอได้ ใครที่ยื่นเงื่อนไขแบบนี้เข้ามาขอสังคมมาช่วยดูว่าใครเป็นฝ่ายกดดันใครกันแน่
 
                      ส่วนกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข ได้ออกมาสนับสนุนม็อบพระ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า อยากให้คนพูดกลับมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเสียก่อนที่จะไปแนะนำหรือให้การสนับสนุนคนอื่น คนที่ทำผิดกฎหมายจะมาแนะนำผู้ที่ปฎิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร ตัวเองให้เดินมาตามกฎหมายเสียก่อน หากสังคมเห็นว่าเรื่องนี้จะถูกโยงเข้าไปเป็นเรื่องการเมือง ก็ต้องช่วยกันดึงกลับมา เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของศาสนจักร การทำงานไม่ได้ตีแผ่ให้กว้างไปทั่ว แต่เจาะจงลงไปเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์
 
                      ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ เปิดเผยว่า เช้านี้ (16 ก.พ.) ดีเอสไอ ได้รับหนังสือตอบกลับ จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เกี่ยวกับมติมหาเถรสมาคม (มส.) กรณีที่ดีเอสไอสอบถามตามคำร้องว่า พศ.และ มส.ได้ดำเนินการอย่างไรแล้วบ้างจากพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช กรณีอาบัติปาราชิกของพระธัมมชโย โดย พศ. ส่งหนังสือราชการตอบมาให้ดีเอสไอ ทางไปรษณีย์ จ่าหน้าซองถึงอธิบดีดีเอสไอ โดยหลังได้รับหนังสือ ตนได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนสำนักคดีความมั่นคง รับไปศึกษารายละเอียด ก่อนเรียกประชุมพร้อมกันอีกครั้ง ดีเอสไอ ยืนยันปฏิบัติตามหน้าที่ ยึดกฎหมายและมีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ตรงไปตรงมา