
พลิกปูม 'พระเมธีธรรมาจารย์' เบื้องหลังพระ-ทหารเผชิญหน้า
16 ก.พ. 2559
พลิกปูม 'พระเมธีธรรมาจารย์' เบื้องหลังพระ-ทหารเผชิญหน้า : โดย...ไตรเทพ ไกรงู
เป็นภาพที่น่าสลดหดหู่ต่อพุทธศาสนิกชนชาวไทยอย่างมากเมื่อได้เห็น “ภาพพระสงฆ์ลุยปะทะกับทหาร” ที่บริเวณพุทธมณฑล โดยพระสงฆ์กว่า 300 รูปอ้างตัวว่าเป็นเครือข่ายคณะสงฆ์ และองค์กรภาคีพุทธบริษัท รวมตัวกันเพื่อแถลงจุดยืนต่อรัฐบาลไม่ให้กลุ่มบุคคลบางกลุ่มมาย่ำยีคณะสงฆ์ จึงมารวมกลุ่มกันที่พุทธมณฑล ส่งผลให้ฝ่ายทหารต้องนำกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย
ความวุ่นวายครั้งนี้เริ่มต้นมาจาก "พระเมธีธรรมาจารย์" (ประสาร จนฺทสาโร) หรือเจ้าคุณประสาร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย นัดหมายพระสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 แห่งทั่วประเทศ ชุมนุมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อจัดสัมมนา “สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย”
ทั้งนี้ หากใครได้ติดตามข่าวจะพบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บทบาทของการปลุกองค์กรสงฆ์ทั่วประเทศ เพื่อแสดงพลังในด้านต่างๆ ชื่อของ “เจ้าคุณประสาร” จะปรากฏเด่นชัดในฐานะแกนนำของกลุ่มพระสงฆ์ดังกล่าว
เส้นทางการเติบโตของของเจ้าคุณประสารต้องบอกว่าไม่ธรรมดา โดยก่อนหน้านี้สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร พร้อมดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2554 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญยก มีราชทินนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า “พระเมธีธรรมาจารย์”
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีกว่า เจ้าคุณประสารถือเป็นพระสงฆ์ที่มีบทบาทในช่วงที่ “ประเทศไทยแบ่งพรรคแยกสี” แน่นอนที่สุดว่า พระที่เลือกใส่จีวรแดงย่อมเสียศรัทธาในหมู่คนเสื้อเหลือง ในทางตรงกันข้ามพระจีวรเหลืองที่อยู่ข้างเหลืองย่อมเสียศรัทธาในหมู่คนเสื้อแดง ซึ่งบทเรียนของพระเลือกข้างที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดต้องยกให้การจัดเวทีเสวนาของกลุ่มคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ของพระราชธรรมนิเทศ หรือที่รู้จักกันในนาม พระพยอม พระนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสวนแก้ว
บทบาทของ เจ้าคุณประสาร ในการเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองนั้นเกิดขึ้นทั้งในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร และยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีบทบาทชัดเจนมากที่สุดในหมู่พระสงฆ์ “ระดับเจ้าคุณ” และถือว่าเป็นพระที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวและถ่ายภาพคู่กับอดีตนายกฯ และแกนนำคนสำคัญระบอบทักษิณหลายต่อหลายคน
นอกจากการปรากฏตัวบนเวทีเสื้อแดงแล้ว ทุกครั้งที่ทักษิณเดินทางมาในประเทศเพื่อนบ้าน มักจะปรากฏภาพของเจ้าคุณประสารอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2556 เจ้าคุณประสานงานกับพระสงฆ์ในสหรัฐอเมริกาเดินทางไปพบกับทักษิณ ที่โรงแรมแฟร์มอนต์ วอชิงตัน ดีซี ทำให้ภาพของท่านชัดเจนยิ่งขึ้น
แม้ว่าการเคลื่อนไหวของ “เจ้าคุณประสาร” จะเป็นการเคลื่อนไหวในนามของ “เลขาธิการของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย” แต่ตำแหน่งหนึ่งที่ทำให้ คสช.ต้องจับตาและติดตามความเคลื่อนไหวของท่านอย่างใกล้ชิด คือ “รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร.” ซึ่งตำแหน่งนี้แม้คนวงนอกจะดูเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่แท้ที่จริงแล้ว "เมื่อคราวใดมีประกาศหรือเชิญชวนให้พระสงฆ์มาเจริญพุทธมนต์ทั่วประเทศ" ง่ายยิ่งกว่าชักชวนคนมาร่วมชุมนุม ยิ่งได้รับแรงหนุนจากกลุ่มธรรมกาย ว่ากันว่า ไม่ถึง 6 ชม. ก็สามารถระดมพระได้ทั่วประเทศ
หากย้อนดูประวัติการทำงานของ “เจ้าคุณประสาร” ถือว่าไม่ธรรมดางานด้านการศึกษา ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รักษาการผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.2558 เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
ตำแหน่งเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายที่จะประสานงาน “ม็อบพระเจริญพระพุทธมนต์” อย่างกรณีเมื่อวันที่ “31 มีนาคม 2558” เจ้าคุณประสารถึงกับต้องใช้อาคารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมแถลงการณ์ท่าทีต่อการยุติการสวดมนต์ให้กำลังใจรัฐบาล
ในครั้งนี้เจ้าคุณประสาร กล่าวว่า “เบื้องต้นขอโทษพระสงฆ์สามเณรและชาวพุทธทั่วประเทศ ที่ตั้งใจมาร่วมการสวดมนต์ให้กำลังใจรัฐบาล แต่ต้องทำตามมติของมหาเถรสมาคมที่ขอให้เลื่อนกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุดที่พระสงฆ์ต้องปฏิบัติตาม พร้อมยืนยันว่า เรามีความตั้งใจในการเดินหน้าปกป้องพระพุทธศาสนา และไม่มีการเมืองหนุนหลังอย่างแน่นอน"
“พระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้หรือไม่?" เป็นคำถามหนึ่งที่สังคมไทยถามกันบ่อย
กับคำถามนี้ดูเหมือน “ท่านพุทธทาสภิกขุ” จะตอบคำถามนี้ชัดเจนว่า
“พระสงฆ์และชาวพุทธทั่วไปควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ต้องเป็นการเมืองในความหมายที่ว่า “เป็นการจัดการทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” เนื่องจากมนุษย์ทุกคนต่างรู้สึกเดือดร้อนในความไม่ปกติ ใฝ่หาความเป็นปรกติแห่งชีวิต มนุษย์ทุกคน รวมทั้งพุทธบริษัท ทั้งพระเณร ชาววัด ชาวบ้าน จึงล้วนเป็น นักการเมืองโดยความรู้สึก”
ท่านพุทธทาสเห็นว่า การยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในความหมายดังกล่าวเป็น “การปฏิบัติธรรม” ในความหมายของ “การปฏิบัติหน้าที่” เพื่อช่วยกันจัดกันทำให้สังคมสงบสุข การยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในความหมายดังกล่าวยังอาจยุ่งได้ในมิติอื่นๆ เช่น โดยการเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐ และการสอนคุณธรรมต่างๆ ของผู้ปกครองและสมาชิกแห่งรัฐ
-------------------------
มติมส.ไร้ความศักดิ์สิทธิ์
เรื่อง “ห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง” นั้น มหาเถรสมาคม (มส.) เคยมีคำสั่งเมื่อ พ.ศ.2538 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ตรี แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มหาเถรสมาคมจึงออกคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 คำสั่งมหาเถรสมาคมนี้เรียกว่า “คำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ.2538”
ข้อ 2 คำสั่งมหาเถรสมาคมนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์ เป็นต้นไป
ข้อ 3 ตั้งแต่วันใช้คำสั่งมหาเถรสมาคมนี้ ให้ยกเลิกคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามพระสงฆ์เกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ.2517
ข้อ 4 ห้ามพระภิกษุสามเณรเข้าไปในที่ชุมนุม หรือบริเวณสภาเทศบาล หรือสภาการเมืองอื่นใด หรือในที่ชุมนุมทางการเมือง ไม่ว่ากรณีใดๆ
ข้อ 5 ห้ามพระภิกษุสามเณรทำการใดๆ อันเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือโดยตรง หรือโดยอ้อมแก่การหาเสียง เพื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาเทศบาล หรือสภาการเมืองอื่นใด แก่บุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ
ข้อ 6 ห้ามพระภิกษุสามเณรร่วมชุมนุมในการเรียกร้องสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ
ข้อ 7 ห้ามพระภิกษุสามเณรร่วมอภิปราย หรือบรรยายเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งจัดตั้งขึ้นทั้งในวัดหรือนอกวัด
ข้อ 8 ให้พระสังฆาธิการตั้งแต่ชั้นเจ้าอาวาสขึ้นไป ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง ชี้แจงแนะนำผู้อยู่ในปกครองของตน ให้ทราบคำสั่งมหาเถรสมาคมนี้ และกวดขันอย่าให้มีการฝ่าฝืนละเมิด
ข้อ 9 พระภิกษุสามเณรรูปใด ฝ่าฝืน ละเมิด คำสั่งมหาเถรสมาคมนี้ ให้พระสังฆาธิการปกครองใกล้ชิดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน ถ้าความผิดเกิดขึ้นนอกเขตสังกัด ให้เจ้าคณะเจ้าของเขตที่ความผิดเกิดขึ้น ว่ากล่าวตักเตือน แล้วแจ้งให้พระสังฆาธิการผู้ปกครองใกล้ชิดดำเนินการ
ข้อ 10 ให้พระสังฆาธิการผู้มีอำนาจหน้าที่ในทางปกครองทุกชั้น ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งมหาเถรสมาคมนี้โดยเคร่งครัด
สั่ง ณ วันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2538 ลงพระนามโดย สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า มส.จะมีมติเรื่องห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่ามติดังกล่าวไร้ความหมาย โดยเฉพาะกรณีการชุมนุมทางการเมือง ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง พระสงฆ์ต่างฝ่ายต่างออกมาหนุน
-------------------------
(พลิกปูม 'พระเมธีธรรมาจารย์' เบื้องหลังพระ-ทหารเผชิญหน้า : โดย...ไตรเทพ ไกรงู)



