ไลฟ์สไตล์

เอยาวดี : รักนี้มีตำนาน

เอยาวดี : รักนี้มีตำนาน

14 ก.พ. 2559

ท่องไปกับใจตน : เอยาวดี รักนี้มีตำนาน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected]

 
                     กาลครั้งหนึ่ง มีพระราชธิดาของกษัตริย์มอญ 4 พระองค์ มีพุทธศรัทธาสูงส่ง มีความรักและผูกพันกัน จนถึงกับให้สัตย์สาบานแก่กันว่าจะรักษาพรหมจรรย์ไว้ชั่วชีวิต แล้วร่วมกันสร้างอนุสรณ์แทนคำสัตย์สาบาน คือเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม ที่มีพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย ขนาดสูง 27 เมตร 4 องค์ ประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ทิศ แทนความหมายถึงพระพุทธเจ้าทั้งสี่ ที่ประสูติในภัทรกัป (กัปกัลป์อันประเสริฐ) คือ ทิศตะวันออก พระกกุสันธะ หรือ กกุสันโธพุทธเจ้า ทิศใต้ พระโกนาคมนะ หรือ โกนาคมน์พุทธเจ้า ทิศตะวันตก พระกัสสปะ หรือ กัสสปพุทธเจ้า และทิศเหนือ พระโคตมะ หรือ โคตมพุทธเจ้า (พระนามเดิม สิทธัตถะ โคตรมะ   คำสัตย์สาบานของเจ้าหญิงทั้งสี่ ระบุว่า หากมีใครคนใดละเมิดคำสาบานนี้ ด้วยการออกจากพรหมจรรย์ ไปมีสัมพันธ์กับบุรุษเพศ พระพุทธรูปที่เปรียบเสมือนตัวแทนของบุคคลนั้นจะแตกร้าวและพังทลาย กาลต่อมา พระธิดาองค์สุดท้องได้เข้าพิธีอภิเษกสมรส พระพุทธรูปทิศตะวันตกจึงเกิดรอยร้าวและพังลงมา แต่ภาพปัจจุบันที่เห็นครบสมบูรณ์ทั้งสี่องค์ เนื่องจากมีการบูรณะแล้ว ทำให้สังเกตได้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีพุทธลักษณะแตกต่างจากองค์อื่น โดยเจดีย์องค์นี้ถูกเรียกขานว่า “ไจ้ปุ่น” (Kyaikpun Pagoda) แปลว่าเจดีย์จตุรพุทธ มีอายุเก่าแก่กว่า 1,200 ปี สร้างในสมัยที่มอญเรืองอำนาจ ปัจจุบันประดิษฐาน ณ เมืองพะโค หรือหงสาวดี
 
                     สถานที่สำคัญหลายแห่งใน ลุ่มน้ำอิระวดี หรือสำเนียงเมียนมาว่า “เอยาวดี” มีเรื่องราวความรัก ความผูกพัน เป็นตำนานเล่าขานสืบเนื่องมานาน นอกเหนือจากตำนานรักและผูกพันของสี่พี่น้อง พระธิดากษัตริย์มอญแห่งเมืองพะโคแล้ว ยังมีความรักที่พี่ชายทุ่มเทให้น้องชายที่รัก ปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์พยานเด่นชัด ณ วัดสันตมุนี เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งมิได้เป็นเพียงตำนานเล่าขาน หากถูกจดจารจารึกไว้ในประวัติศาสตร์เมียนมาร์ราว 160 ปีที่ผ่านมา นั่นคือมณฑปทรงเจดีย์สีขาวที่ครอบหินอ่อนจารึกพระไตรปิฎกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ด้วยหมึกทอง ลงบนแผ่นหินอ่อนขนาดใหญ่จำนวนถึง 729 แผ่น รวม 1,458 หน้า จนกล่าวได้ว่านี่คือ “คัมภีร์พระไตรปิฎก" หรือหนังสือธรรมะเล่มใหญ่ที่สุดในโลก
 
                     ซึ่งพระเจ้ามินดง (ครองราชย์ พ.ศ.2396-2421) รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์คองบอง มีพระบรมราชโองการให้จัดทำขึ้น อย่างที่ไม่เคยมีพระราชาเมียนมาร์พระองค์ใดกระทำมาก่อน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระอนุชาที่รัก คือ พระมหาอุปราชกะนอง-พระอนุชาที่ถูกพวกกบฏปลงพระชนม์ ในศึกชิงราชบัลลังก์ พ.ศ.2409 ด้วยเป็นที่รับรู้กันว่าเจ้าชายกะนอง ปรีชาชาญทั้งการทหาร การเศรษฐกิจ และวิศวกรรม พระเจ้ามินดงจึงทรงรันทดกับการสูญเสียครั้งนี้ อันเป็นชนวนเหตุให้เมียนมาร์ต้องตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ ในเวลาต่อมา เพราะหากมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งพระอนุชา หรือราชบุตรพระองค์ใดขึ้นเป็น “พระมหาอุปราช” พระองค์นั้นจะถึงแก่ชีวิต จากการที่มีรัชทายาทพระองค์อื่นคอยแย่งชิงบัลลังก์ตลอดเวลา จนกระทั่งราชสำนักอ่อนเปลี้ยและต้อง “เสียเมือง” ไปในที่สุด
 
 
เอยาวดี : รักนี้มีตำนาน
 
 
                     ที่สำคัญคือ มณฑปครอบหินอ่อนจารึกพระไตรปิฎก 729 แผ่น ณ วัดสันตมุนี มิใช่ชุดแรกที่พระเจ้ามินดงทรงสร้าง หากเป็นชุดที่สอง รองจากชุดแรก ณ วัดกุโสดอ ที่ทรงสร้างถวายเป็นพุทธบูชา ในงานสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ 5 ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ระดับโลก ที่จัดขึ้น ณ ราชธานีมัณฑะเลย์ สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความผูกพันที่พระองค์มีต่อพระอนุชากะนองว่ามากมายเพียงใด จึงทุ่มเททำอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ปานนั้น
 
                     เฉกเช่นเดียวกับความรักของพระเจ้าบาจีดอ (ครองราชย์ พ.ศ.2362-2380) รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์คองบอง มีต่อพระมเหสีซินบยูเหม่ ซึ่งถึงแก่พิราลัยไปก่อนเวลาอันควร จึงทรงสร้างพระเจดีย์ที่งดงามมากองค์หนึ่ง ถวายเป็นพุทธบูชา และเป็นตัวแทนความรักของพระองค์ที่มีต่อพระมเหสี ประดิษฐาน ณ ตำบล มิงกุน เมืองอมรปุระ ด้วยพุทธศิลป์ที่ไม่ซ้ำใคร คือการจำลองภูมิจักรวาล ที่มีเขาพระสุเมรุอยู่ตรงกลาง ในฐานะศูนย์กลางโลกและจักรวาล ล้อมรอบด้วยภูเขาทวีป และมหานทีสีทันดร แล้วสร้างพระเจดีย์โดดเด่นเหนือเขาพระสุเมรุนั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่สิ่งที่ผู้ไปเยือนมักจดจำ คือริ้วคลื่นแห่งสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ นาม “มหานทีสีทันดร” ซึ่งเป็นงานปูนปั้นอันพลิ้วไหวอยู่รายรอบ พระเจดีย์ซินบยูเหม่ หรืออีกนามหนึ่งว่า “เจดีย์เมียะ เต็ง ดาน” (Mya Thein Tan Pagoda)
 
                     แต่สำหรับ ชาวไทขึน ณ เมืองเชียงตุง หรือเขมรัฐตุงคบุรี ในรัฐฉาน ทางภาคอีสานของพม่า หากปรารถนาจะให้ชีวิตรักมั่นคงยืนยาว พวกเขาจะมีพิธีกรรมที่น่ารักและงดงามไม่ซ้ำใคร นั่นคือชวนกัน ทำบุญถวายน้ำอ้อย หรือที่เรียกว่า “คัวตานน้ำอ้อย” ตามคติความเชื่อว่าเพื่อเป็นอานิสงส์ให้สามีภรรยาซื่อตรงต่อกันดั่งลำอ้อย มีจิตใจเข้มแข็งต่ออุปสรรคและปัญหาดั่งข้ออ้อย มีความอ่อนโยนต่อกันดั่งเนื้ออ้อย และครองรักกันหอมหวานดั่งน้ำอ้อย ขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นกุศโลบายอันแยบยลของคณะสงฆ์ไทขึนแต่โบราณ ในการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน เพราะธรรมเนียมปฏิบัติของงานนี้ นอกจากถวายน้ำอ้อยบริสุทธิ์แก่พระสงฆ์แล้ว คู่บ่าวสาว หรือสามีภรรยาต้องถวายพระไตรปิฎกภาษาไทขึนที่คัดลอกลงบนกระดาษสาด้วย
 
                     ผลที่ตามมาคือได้พระไตรปิฎกไว้ให้ภิกษุสงฆ์สามเณรศึกษาพระธรรมวินัย และยังทำให้ภาษาขึนไม่สูญสลาย อาชีพช่างเขียนตัวอักษรขึนก็ไม่ตายไปจากเชียงตุง โดยให้อานิสงส์ของการถวายน้ำอ้อยเป็นจุดดึงดูดใจ เพราะ “ต้องจริต” ญาติโยมมากกว่า นับเป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาด และเป็นหนึ่งในตำนานรักแห่งลุ่มเอยาวดีที่ควรค่าแก่การบันทึกไว้
 
 
 
----------------------
 
(ท่องไปกับใจตน : เอยาวดี รักนี้มีตำนาน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected])