
ชวนเที่ยว : 'อยุธยา' กำแพงแห่งกาล
14 ก.พ. 2559
ชวนเที่ยว : 'อยุธยา' กำแพงแห่งกาล : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์
ถามถึงสถานที่ที่อยากจะไปโรแมนติกในวันแห่งความรัก กลับนึกถึงอยุธยาขึ้นมาดื้อๆ แทนที่จะเป็นทุ่งดอกไม้แสนสวย ริมหน้าผาทะเลหมอก หรือไปดูอาทิตย์ตกทะเลสีหวานๆ จะว่าเป็นอิทธิพลของละครที่ย้อนเรื่องราวในอดีตสมัยสู้รบกับข้าศึก ตัวเอกของเรื่องทั้งหญิงและชายต้องจับดาบออกฟาดฟันข้าศึกศัตรู ด้วยความรักในชาติบ้านเมือง ก็ไม่ใช่ซะทั้งหมด แต่เพราะหลายๆ องค์ประกอบ ทำให้อยุธยาเป็นเป้าหมายที่อยากจะชิลๆ ในห้วงเวลาวันแห่งความรัก
ฟ้าอยุธยามีแสงสวย ท้องน้ำมีสีหวาน วิถีชีวิตผู้คนที่ผสมปนไปทั้งคนยุคใหม่ในวิถีเก่าก่อน ตลอดจนหลากหลายเรื่องราวของอดีตที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ไม่เพียงคนไทยเท่านั้นที่ชื่นชอบที่จะไปย้อนอดีต ยังมีทั้งชาวต่างชาติทั้งยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะชนชาติญี่ปุ่นที่เดินทางมากันมาก กระทั่งแผนที่เที่ยวแถบอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ใกล้เคียงครอบคลุมทั้งฝั่งแม่น้ำป่าสัก และเจ้าพระยา ซึ่งทำออกมาเป็น 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น
พระนครศรีอยุธยา ไม่เพียงเป็นเมืองหลวงเก่าของไทย ที่มีชื่อชั้นเป็นเมืองมรดกโลก หากแต่ยังเป็นเมืองที่อบอวลไปด้วยเรื่องราวหลากหลายความรู้สึก และหนึ่งในนั้นคือความรัก
เบื้องหลังกำแพงของกาลเวลาที่ผ่านมา วันนี้ยังคงสภาพของกรุงเทพ ที่บางส่วนกลายเป็นซากปรักหักพัง บางส่วนบูรณะขึ้นมา และมีน้อยที่ต่อเติมเข้ามาใหม่แต่พยายามคงสภาพให้ใกล้เคียงเดิม ยิ่งในย่านเมืองเก่า แถวอุทยานประวัติศาสตร์ หรือแถบริมน้ำ บนถนนอู่ทอง ที่ยังมีบ้านเรือนไม้แบบเดิมๆ
อยุธยาใกล้กรุงเทพ แค่ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 2 ชั่วโมง ฝ่าการจราจรที่จอแจ จนแยกเข้าตัวเมืองอยุธยา มุ่งหน้าไปวัดใหญ่ชัยมงคลที่นอกเกาะพระนคร ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ก่อนเลย บริเวณวัดใหญ่สมชื่อ นอกจากพระเจดีย์ชัยมงคลที่เป็นจุดเด่นของวัดแล้ว ภายในยังค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่ ส่วนภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด อีกด้านหนึ่งเป็นวิหารพระพุทธไสยาสน์ สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อเป็นที่สักการบูชา และปฏิบัติพระกรรมฐาน พระพุทธรูปได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ในปี 2508 สิ่งก่อสร้างใหม่ในวัดเห็นจะเป็นศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2544 ถนนที่อยู่ใกล้ศาล เรียงรายไปด้วยไก่ตั้งแต่ไซส์จิ๋ว ไปจนถึงไซส์ใหญ่ยักษ์เลยทีเดียว
วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1900 เพื่อเป็นสำนักสงฆ์ที่ไปบวชเรียนที่สำนักพระวันรัตมหาเถระในทวีปลังกา ก่อนจะมีการสร้างเจดีย์ชัยมงคลในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากที่ทรงทำยุทธหัตถี มีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาที่จ.หนองส่าหร่าย แขวงเมืองสุพรรณบุรีในปี พ.ศ.2135 แต่ไม่สามารถจะตีกองทัพของข้าศึกให้แตกยับไปได้ เนื่องจากกองทัพต่างๆ ติดตามพระองค์ไปไม่ทัน เมื่อเสร็จการสงคราม สมเด็จพระนเรศวรพิโรธถึงกับให้ประหารแม่ทัพนายกองที่ตามเสด็จไม่ทัน สมเด็จพระวันรัตวัดป่าแก้วขอพระราชทานโทษไว้ และทูลแนะนำให้ทรงสร้างเจดีย์ไว้เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศ ที่ทรงมีชัยชนะอันยิ่งใหญ่ สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงสร้างพระเจดีย์แห่งนี้ขึ้น ส่วนวัดได้เปลี่ยนชื่อตามในเวลาต่อมา เป็น “วัดใหญ่ชัยมงคล”
ด้านบนเจดีย์เปิดให้คนขึ้นไปสักการะ และยังมีทางแคบๆ ให้เดินชมสถานที่โดยรอบด้วย
ออกจากวัดใหญ่ เดินทางเข้าสู่เกาะพระนคร ผ่านวงเวียนเจดีย์ ไปอุทยานประวัติศาสตร์ หลายคนบอกว่า มาอยุธยา ถ้าไม่มาที่นี่ก็เหมือนไม่ถึงทีเดียว
อุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งใจกลางกรุงศรีอยุธยา ที่ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 หลายคนไปอยุธยา ไม่รู้ว่าจะตั้งต้นเที่ยวที่ไหนดี แนะนำว่า ที่นี่แหละเหมาะที่สุด จอดรถกันที่ลานจอดรถข้างวังช้าง หรือท้ายตลาด จากนั้นก็เดินเที่ยว ไปดูการแสดงช้างก็ได้ หรือเลยไป “คุ้มขุนแผน” เรือนไทยริมน้ำ ซึ่งแต่เดิมเป็นจวนสมุหเทศาภิบาล มณฑลกรุงเก่า ซึ่งนายปรีดี พนมยงค์ได้ย้ายจากที่เดิมมาสร้างตรงนี้ ที่แต่ก่อนเป็นคุกนครบาลเก่าของพระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งสร้างเรือนไทยเพิ่มขึ้นอีกในปี พ.ศ.2499 และให้ชื่อเรือนไทยนี้ว่า คุ้มขุนแผน ซึ่งเชื่อกันว่าขุนแผนเคยต้องโทษอยู่ในคุกแห่งนี้
ข้มสะพานจากคุ้มขุนแผนไป เป็นที่ตั้งของวัดมงคลบพิตร และวัดพระศรีสรรเพชญ์ จัดแจงติดต่อซื้อบัตรผ่านประตูเข้าวัดพระศรีสรรเพชญ์
วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ต้นแบบของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวังสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง วัดนี้สร้างในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ตามพระราชพงศาวดาร ระบุว่า ในปี พ.ศ.2035 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ 2 องค์ที่วัดนี้เพื่อบรรจุพระบรมอัฐของพระราชบิดาและพระเชษฐา แต่มาสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระหน่อพุทธางกูร) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ขึ้นอีก 1 องค์ เรียงกันไป เพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 บริเวณเจดีย์ สามารถเดินชมได้โดยรอบ ผ่านซากปรักหักพังของอิฐ หิน เจดีย์ เดี๋ยวนี้แต่ละจุดสำคัญ จะมีเครื่องหมายบอกให้ฟังคำอธิบายผ่านหูฟังที่ติดต่อขอใช้บริการได้ตอนซื้อบัตรผ่านประตู แต่ดูเหมือนนักท่องเที่ยวไทยไม่ค่อยสนใจอาจจะเพราะรู้เรื่องมาบ้าง นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่มาเป็นกรุ๊ปทัวร์มีไกด์คอยอธิบายความ
ออกจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ มาแวะ วัดมงคลบพิตร วัดนี้ถ้าใครดูรูปสมัยก่อนจะเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เด่นเป็นสง่า ซึ่งก็คือ พระมงคลบพิตร พระพุทธรูปโบราณที่ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทยนั่นเอง ในสมัยพระเจ้าเสือเกิดฟ้าผ่าลงมาที่ยอดมณฑป และเกิดไฟไหม้จนเครื่องมณฑปพังลงมาต้องพระศอของพระมงคลบพิตรหักตกลงมายังพื้น พระเจ้าเสือจึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อยอดมณฑปแล้วสร้างใหม่เป็นแบบมหาวิหาร และต่อพระศอของพระมงคลบพิตรที่หักให้คืนดังเดิม
แต่วิหารที่ประดิษฐานพระมงคลบพิตรและวัดพระศรีสรรเพชญ์ กลายเป็นซากปรักหักพัง เป็นสถานที่รกร้างอยู่นานถึง 153 ปีหลังจากที่พม่ายกทัพใหญ่เข้าประชิด จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จบวงสรวงดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 บริเวณพระราชวังโบราณจึงได้รับการขุด ปรับแต่งให้ดีขึ้น และวัดทั้งสองแห่งก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่
ผ่านฉากประวัติศาสตร์ ออกสู่โลกของปัจจุบัน เราเดินทางต่อไปยังถนนอู่ทอง แวะหาที่พักริมน้ำเจ้าพระยา ได้บ้านพักเรือนไทย ริมน้ำ ชื่อ อธิธารา โฮมสเตย์ เพิ่งจะเปิดตัวต้อนรับนักท่องเที่ยวเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2557 มีห้องนอนบนเรือนไทย 6 ห้อง และห้องเรือนปูนด้านในอีก 2 ห้อง ฝั่งตรงข้ามท้องน้ำให้อารมณ์ที่หลากหลายแต่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว มีทั้งโบสต์นักบุญยอแซฟของคริสต์ศาสนา มีมัสยิดอยู่ใกล้กันอีก 2 แห่ง เลยไปอีกหน่อยเป็นวัดไทยคือวัดกลาง
เสียงเครื่องเรือลากจูง เรือบรรทุกทราย สิ่งก่อสร้าง และอื่นๆ ผ่านคุ้งน้ำ ยามพลบค่ำ ลำแล้วลำเล่า ก่อนจะปล่อยให้ความเงียบเข้ามากลืนหายไปในเวลาค่อนดึก
แสงฟ้าสีหวานๆ ทักทายยามเช้าตรู่ คู่กับสายลมเย็นริมน้ำ เสียงละหมาดแว่วมาแต่เช้ามืด พระออกบินฑบาต สายหน่อยเป็นวันอาทิตย์ ก็ได้ยินเสียงพิธีมิสซาจากโบสถ์ดังมา วิถีชาวบ้านยังดำเนินต่อไป ทิ้งเรื่องราวแห่งอดีตไว้หลังกำแพงเมือง
วิถีแห่งกาลที่เคียงคู่อยู่กับกรุงเก่า ยังส่งกลิ่นอายของความรักผ่านจากอดีตมาถึงปัจจุบันด้วย
----------------------
(ชวนเที่ยว : 'อยุธยา' กำแพงแห่งกาล : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)



