
มส.ยันธัมมชโยไม่ต้องอาบัติปาราชิก
10 ก.พ. 2559
มส.ยันธัมมชโยไม่ต้องอาบัติปาราชิก ยกเหตุเรื่องยุติที่ศาลชั้นต้นไม่มีอุทธรณ์ ส่งหนังสือชี้แจงดีเอสไอภายใน 12 ก.พ.นี้
ความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือถึงคณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อพิจารณาดำเนินการให้พระเทพมหาญาณมุนี (พระธัมมชโย) ต้องอาบัติปาราชิก ตามพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง
จากนั้น นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แถลงข่าวว่า กรณีที่ดีเอสไอทำหนังสือถึง มส.และผู้อำนวยการ พศ. เพื่อให้พระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก กรณีพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิก จากการที่ถือครองที่ดินและทรัพย์สินนั้น วันนี้ในที่ประชุม มส.ได้ทำร่างหนังสือเพื่อชี้แจงดีเอสไอไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมนำร่างหนังสือดังกล่าวให้ มส.พิจารณา โดยใจความสำคัญของร่างหนังสือได้ชี้แจงเกี่ยวกับคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ ว่า เพราะเหตุใด มส.ถึงไม่ออกคำสั่งให้พระธัมมชโยปาราชิกตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช
“จึงขออธิบายว่า ในขั้นตอนการพิจารณาความของคณะสงฆ์ ประชาชนทั่วไปอาจไม่เข้าใจนั้น ตามกฎ มส.ฉบับที่ 11 ว่าด้วยการลงนิคหกรรม คณะสงฆ์ได้กำหนดขั้นตอนการพิจารณาเหมือนฝ่ายบ้านเมือง โดยแบ่งเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ซึ่ง มส.จะเป็นศาลฎีกาทุกกรณี ส่วนศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์จะขึ้นอยู่กับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ที่ถูกกล่าวหา ยกกรณีตัวอย่างของพระธัมมชโย ในขณะนั้นมีสมณศักดิ์ที่พระราชาคณะชั้นราช ดังนั้นศาลชั้นต้นที่พิจารณาคือเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี โดยมีเจ้าคณะภาค 1 เป็นประธาน” นายชยพล กล่าว
รองผู้อำนวยการ พศ. ยืนยันว่า มส.ใส่ใจในพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชมาตลอด และมส.ไม่เคยท้วงติงว่า พระลิขิตมีสภาพใช้บังคับเหมือนพระบัญชาหรือไม่ หากแต่น้อมรับมาปฏิบัติตาม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542-2544 โดย มส.ประชุมเรื่องดังกล่าวเป็นร้อยๆ ครั้ง และมีมติให้รับฟ้องจากผู้ร้อง คือ ให้นายสมพร เทพสิทธา ประธานยุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติในขณะนั้น และนายมาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนาในขณะนั้น ร้องพระธัมมชโยในคดีละเมิดพระธรรมวินัยและละเมิดจริยาพระสังฆาธิ แต่เจ้าคณะภาค 1 ในขณะนั้นไม่ยอมรับคำร้อง เพราะท่านยึดตามพระธรรมวินัยว่า ผู้ที่ร้องต้องเป็นผู้ที่วาจาน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงพระโสดาบันขึ้นไป ดังนั้นจึงไม่รับคำร้อง
“แต่ มส.ยืนยันให้รับ และได้ขอความร่วมมือไปยังรัฐบาลผ่านกระทรวงศึกษาธิการ ให้มาตีความกฎแห่งนิคหกรรม โดยทางรัฐบาลได้ส่งนายมีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานวุฒิสภาในขณะนั้น มาตีความให้ และยืนยันว่าสามารถรับคำฟ้องได้ เพราะตามกฎ มส.ผู้ร้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไปจึงรับคำฟ้องได้ ดังนั้นเจ้าคณะใหญ่หนกลางจึงสั่งปลดเจ้าคณะภาค 1 ด้วยเหตุที่ไม่รับคำร้อง และตั้งเจ้าคณะภาค 1 รูปใหม่ขึ้นมา เพื่อมาพิจารณาคดีดังกล่าวแทน แต่ยังไม่ได้รับฟ้อง เพราะคำกล่าวหาไม่สมบูรณ์ จึงให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องในปี 2543” นายชยพล กล่าว
อย่างไรก็ตามการพิจารณาคดีทางสงฆ์ต้องหยุดชะงักไป เพราะคณะสงฆ์ขอให้รัฐบาลดำเนินคดีทางอาญากับพระธัมมชโยด้วย ซึ่งอัยการรับฟ้องทำให้เกิดคดีทางโลกขึ้น คดีทางสงฆ์จึงต้องยุติ เพราะกฎหมายบังคับไว้ กระทั่งปี 2549 ศาลเห็นชอบตามที่อัยการเสนอให้ถอนฟ้อง จึงกลับมาพิจารณาคดีทางสงฆ์ต่อ แต่นายมาณพได้ถอนฟ้องไป เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีรูปใหม่จึงได้หยิบคำร้องของนายสมพรมาพิจารณาต่อ แต่ด้วยคำร้องของนายสมพร ไม่เป็นไปตามหลัก ขาดบางประเด็น และเป็นครุกาบัติ (อาบัติหนัก)
“เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีจึงไม่รับคำร้องดังกล่าว และเสนอคำร้องที่ไม่สมบูรณ์ไปยังเจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะใหญ่หนกลางเห็นด้วยกับการไม่รับฟ้อง และได้ให้นายสมพรมาเซ็นรับทราบ ซึ่งนายสมพรก็ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์เรื่องนี้ภายใน 30 วัน ดังนั้นจึงถือว่า คดีของพระธัมมชโยสิ้นสุดในศาลชั้นต้นของคณะสงฆ์แล้ว เพราะฉะนั้นถือว่าพระธัมมชโยไม่ได้ปาราชิก เพราะไม่มีการรับคำฟ้องตั้งแต่ศาลชั้นต้น และมส.ไม่มีอำนาจจะหยิบมาพิจารณาเอง เพราะ มส.ทำหน้าที่ศาลฎีกาเท่านั้น ไม่มีอำนาจที่จะลงไปล้วงลูก” นายชยพล กล่าว
นายชยพล กล่าวต่อว่า พศ.ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า ประเด็นที่ขาดไปจนเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีไม่รับฟ้องคืออะไร แต่ยืนยันว่าตามกฎหมายและพระวินัยไม่สามารถที่จะรื้อฟื้นคดีเดิมที่พิจารณาสิ้นสุดแล้วมาพิจารณาใหม่ ดังนั้นหากจะฟ้องร้องพระธัมมชโยอีกก็จะต้องเป็นข้อกล่าวหาในคดีอื่นๆ ที่เป็นคดีใหม่ ซึ่งไม่ใช่กรณีข้อกล่าวหายักยอกที่ดิน ส่วนกรณีที่ดีเอสไอ มองว่า มส.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ยืนยันว่า พศ.และ มส.ได้ดำเนินงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่แล้ว ทั้งนี้ พศ.และมส.ส่งหนังสือชี้แจงดีเอสไอโดยเร็วที่สุดในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ หรืออย่างช้าก็ไม่เกินวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้
ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า ดีเอสไอจะขอดูรายละเอียดจากเอกสารชี้แจงตามประเด็นคำถามที่ดีเอสไอสอบถามไปเป็นข้อจาก พศ.ก่อน อย่างไรก็ตาม การอาบัติปาราชิกหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องการทราบ โดยสิ่งที่ดีเอสไอต้องการทราบคือมีการดำเนินการตามกฎหมายในเรื่องดังกล่าวครบถ้วนหรือไม่ ประกอบด้วย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม นอกจากนี้ดีเอสไอยังได้แจ้งให้ พศ.และมส.รับทราบด้วยว่า ทั้ง 2 หน่วยงานมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทั้ง 3 ฉบับอย่างไร ซึ่งเชื่อว่ามติของ มส.วันนี้น่าจะมีรายละเอียดอธิบายว่า ได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวไปแล้วอย่างไร เนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ ดังนั้นจึงควรได้รับการชี้แจงให้กระจ่างว่า ดำเนินการไปแล้วหรือไม่
ก่อนหน้านี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ทรงใช้อำนาจในฐานะสกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีอำนาจบัญชาพระสงฆ์ตามมาตรา 8 แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยพระลิขิตลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 โดยมีเนื้อหาเป็นที่เข้าใจว่า พระธัมมชโยเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปแล้ว และมส.ก็ได้มีมติสนองพระดำริมาโดยตลอด ให้ชอบด้วยกฎหมายพระธรรมวินัยและกฎของ มส. และยังส่งเรื่องให้ฝ่ายสังฆการดำเนินการตามมติ มส. ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาและพระประสงค์ให้ดำเนินตามกฎของ มส. ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) ว่าด้วยให้พระภิกษุสละสมณเพศข้อ 4 ซึ่งบัญญัติว่า “มส.มีอำนาจวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศได้ ทั้งนี้ไม่กระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ไม่ว่าในชั้นใดๆ” และข้อ 5 ยังระบุว่า “คำวินิจฉัยให้พระภิกษุสละสมณเพศตามข้อ 3 หรือข้อ 4 ให้เป็นอันถึงที่สุด”
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นเมื่อมีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงใช้อำนาจในฐานะสกลมหาปริณายกและประธานกรรมการ มส. และนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม มส.และได้มีมติเห็นชอบแล้ว จึงมีผลตามกฎของ มส. ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) มาตรา 4 วรรคท้าย ให้อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องสละสมณเพศ และตามข้อ 5 คำวินิจฉัยตามข้อ 3 หรือข้อ 4 ให้เป็นอันถึงที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกฎ มส. สมเด็จช่วง ในฐานะประธาน มส. และกรรมการ มส. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จะต้องติดตามดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องสละสมณเพศตามกฎ มส.ฉบับที่ 21 (พ.ศ.2538) เช่นเดียวกับกรณีของพระยันตระ อมโรภิกขุ ซึ่ง มส.เคยใช้อำนาจวินิจฉัยให้ต้องอาบัติปาราชิกไปแล้ว หาก มส.และพศ.ไม่ดำเนินการหรือมีการบ่ายเบี่ยงในฐานะหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจจะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอาจถูกข้อครหาว่าเป็นการช่วยเหลือให้การสนับสนุนคุ้มครองพระธัมมชโยไม่ให้ต้องปาราชิกพ้นจากความเป็นภิกษุตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบรถเบนซ์จดประกอบทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ครอบครองนั้น วันเดียวกัน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ขณะนี้การตรวจสอบมีความคืบหน้าเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว รอเพียงผลตรวจทางเอกสารบางส่วน คาดว่าจะสามารถชี้แจงถึงการตรวจสอบทั้งหมดได้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ โดยการชี้แจงจะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดพร้อมพยานหลักฐานที่มาที่ไปของการนำเข้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคม อย่างไรก็ตาม ต้องแยกระหว่างรถกับเจ้าของรถ ซึ่งผลตรวจสอบครั้งนี้จะชี้ว่ารถเบนซ์ดังกล่าวเป็นรถที่นำเข้าถูกกฎหมายหรือไม่และนำเข้ามาอย่างไร
รายงานข่าวเปิดเผยว่า การตรวจสอบของดีเอสไอที่จะสรุปผลในสัปดาห์หน้าจะเป็นการสรุปถึงกระบวนการจดประกอบทั้งหมดว่าดำเนินการโดยบุคคลใดอย่างไร และซื้อมาจากกลุ่ม หรือขบวนการใด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงิน อย่างไรก็ตามหากพบรถดังกล่าวมีกระบวนการไม่ถูกต้องหรือเลี่ยงภาษี ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของรถจะต้องพิสูจน์เจตนาว่ามีส่วนรู้เห็นกับการได้มาซึ่งของผิดกฎหมายหรือไม่



