ไลฟ์สไตล์

ดีเอสไอปัดแทรกแซงศาสนจักร

ดีเอสไอปัดแทรกแซงศาสนจักร

09 ก.พ. 2559

'ดีเอสไอ' โต้ 'เจ้าคุณเบอร์ลิน' ปัดแทรกแซงศาสนจักร แจงยิบ จี้ พศ.-มส.ปฏิบัติตามกฎหมาย ชี้ ที่ผ่านมาแค่รับทราบพระลิขิต แต่ยังไม่ตัดสินให้ 'ธัมมชโย' อาบัติปาราชิก

 
                       9 ก.พ. 59  ทีมโฆษกดีเอสไอ ชี้แจงกรณี 'เจ้าคุณเบอร์ลิน' พระโสภณพุทธิวิเทศ (จิตติก์ ญาณชโย) เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม นครเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้โพสต์ข้อความบนแฟนเพจเฟซบุ๊ก 'เจ้าคุณเบอร์ลิน' กล่าวหาว่า ดีเอสไอได้ใช้อำนาจฝ่ายอาณาจักรแทรกแซงศาสนจักร และเข้าข่ายชักพระสงฆ์ กรณีแจ้งไปยังมหาเถรสมาคม (มส.) ให้ปรับอาบัติปาราชิก 'พระธัมมชโย' พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามลิขิตของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ว่า 
 
                       ประเด็นดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจาก หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ได้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบพฤติการณ์ของพระธัมมชโย และเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง ที่อาจกระทำผิดอาญาในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติสงฆ์ อันมีสาระเกี่ยวกับประเด็นที่ประมาณ พ.ศ. 2542 พระธัมมชโย ถูกดำเนินคดีฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำหรือจัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์ โดยการนำเงินของวัดพระธรรมกายไปซื้อที่ดินและโอนเป็นชื่อตนเอง แม้คดีอาญาจะเป็นที่ยุติจากการถอนฟ้องของพนักงานอัยการ แต่ในประเด็นนี้ สมเด็จพระสังฆราชได้มีพระลิขิตให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งคณะผู้ปกครองสงฆ์ยังไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย
 
                       ทีมโฆษกดีเอสไอ ระบุด้วยว่า ในชั้นสืบสวนพบว่าที่ประชุม มส.ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2542 และมีมติมอบเอกสารพระลิขิตให้เจ้าคณะภาค 1 พิจารณา ซึ่งพระลิขิตดังกล่าว มีการนำเสนอที่ประชุม มส.ในการประชุมครั้งที่ 15/2542 เมื่อ 26 เม.ย. 2542 และครั้งที่ 16/2542 เมื่อ 10 พ.ค. 2542 โดยที่ประชุมได้มีมติสนองพระดำริให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม และนอกจากนั้นยังมีมติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 193/2542 ที่ให้สนองพระดำริโดยตลอดให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคมอีกด้วย ในประเด็นนี้ พิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535) มาตรา 8 กำหนดให้สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม และในมาตรา 15 ตรี กำหนดให้ มส.มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา และมาตรา 13 กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นเลขาธิการ มส.โดยตำแหน่ง ซึ่งตามกฎหมาย พศ.มีอำนาจหน้าที่ในการรับสนองงานตามบัญชาและพระกรณียกิจของพระสังฆราช รวมทั้งดำเนินการและประสานงานกับคณะสงฆ์ในการลงนิคหกรรมและตรวจตราถวายคำแนะนำแก่พระภิกษุ สามเณร ฯ 
 
                       "เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่พบว่าที่ประชุม มส.มีเพียงมติรับทราบ โดยยังไม่ได้ตัดสินหรือรับรองว่า พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2542 หรือไม่ ประกอบกับ มส.และ ผอ.พศ.ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 ให้ครบถ้วนทุกประเด็น ด้วยเหตุดังกล่าว ดีเอสไอจึงมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวนและขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว และจะได้แจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ร้องทราบ อันเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ใช่การใช้อำนาจฝ่ายอาณาจักรแทรกแซงศาสนจักร" 
 
                       อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พศ.ได้เชิญดีเอสไอร่วมฟังการประชุมชี้แจงการพิจารณาดำเนินการทางวินัยสงฆ์ตามพระธรรมวินัยเกี่ยวกับประเด็นลิขิตสมเด็จพระสังฆราชในประเด็นการอาบัติปาราชิกของพระธัมมชโย และจะได้ชี้แจงผลการดำเนินการให้ดีเอสไอเป็นหนังสือต่อไป