
ครม.บีบสธ. คายยาต้านหวัดส่งคลีนิคทั่วประเทศ
ครม. บีบ สธ. คายยาต้านหวัด 2009 ส่งคลีนิค ทั่วประเทศ อ้างสถิติ 90 เปอร์เซ็นต์ ตายเพราะได้ยาช้า อนุมัติ ซื้อยาสำรองกันดื้อยาอีก 2 หมื่นชุด ชวน ป้อง วิทยา ทำงานได้ดี สธ. แก้ ไข้หวัด 2009 ถูกต้องแล้ว แต่อย่าเบื่อหน่ายอธิบายเหตุ เป็นวิธีที่ดีที่ส
(28 ก.ค.) นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.อนุมัติงบประมาณ 450 ล้านบาท ให้กระทรวงสาธารณสุข จากที่เสนอมา 756 ล้านบาท เพื่อดำเนินการในการเตรียมความพร้อมป้องกันและควบคุมแก้ไขสถานการณ์ระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แบ่งเป็น 1.งบประมาณที่ใช้ในการสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่2009 2.ใช้จัดซื้อยาซานามีเวียร์ ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เช่นเดียวกับยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ สำรองใช้กรณีเชื้อไวรัสดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ จำนวน 2 หมื่นชุด ราคาชุดละ 450 บาท รวมเป็นเงิน 9 ล้านบาท 3.ใช้ในการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารสาธารณะ ต่อประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 และ 4.จัดซื้อเครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ใหญ่ 150 เครื่อง และเด็ก 30 เครื่อง เป็นเงิน 183 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ป่วยที่มีอาการจากโรคแทรกซ้อนทางปอดอย่างรุนแรง
“ขณะนี้ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญที่คาดการณ์ว่าประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อแล้วไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน ส่วนที่ยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่มีประมาณ 8 พันคน” น.พ.ภูมินทร์ กล่าว
น.พ.ภูมินทร์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบุว่าผู้เสียชีวิต 80-90 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะได้รับยาต้านไวรัสโอเซลทามีเวียร์ช้า โดยส่วนใหญ่ได้รับยาวันที่ 6-7 ภายหลังจากมีอาการ ทั้งที่ควรจะรับยาภายใน 2-3 วัน ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ปรับแนวทางการให้ยา และมอบหมายให้คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งมี ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ เป็นประธาน ประชุมพิจารณาใน 2 เรื่องใหญ่ คือ แนวทางการให้คลินิกสั่งจ่ายยาโอเซลทามีเวียรไปยังคลินิคทั่วประเทศทั้ง 16,000 แห่ง และปัญหาการดื้อยาหากมีการใช้โดยไม่จำเป็น
โดยได้ประชุมไปแล้วเมื่อวานนี้ (27 ก.ค.) และได้ข้อสรุป คือ ให้กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ให้คลินิกทั่วประเทศได้ ภายใต้เงื่อนไข 8 ข้อ อาทิ ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยาเท่านั้น คลินิกที่สั่งจ่ายยาได้จะต้องได้รับการขึ้นทะเบียน และจะต้องมีระบบการส่งต่อผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที ซึ่งนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ได้สั่งการเรียกประชุมแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศด่วนในวันพรุ่งนี้ (29 ก.ค.) เพื่อมาร่วมหารือถึงแนวทาง ข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ ว่าจะสามารถดำเนินการและสามารถกระจายยาให้แก่คลิกนิกทั่วประเทศได้หรือไม่
เผย8เงื่อนไขจ่ายยาต้านไวรัสคลินิก
นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการกระจายยาโอเซลทามิเวียร์ในคลินิก เพื่อให้ประชาชนที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เข้าถึงยาว่า การเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ฯ ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่เสียชีวิตเนื่องจากมีโรคประจำตัว ส่วนหนึ่งไปรักษาและได้รับยาช้า จึงต้องเร่งแก้ไข โดยได้นำข้อมูลนี้รายงานต่อคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการ ซึ่งจะเป็นผู้ชี้และแนะนำกำหนดแนวทางทั้งหมดให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ
ผลจากการประชุมเมื่อวานนี้ ได้รับรายงานว่า คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการได้กำหนดยุทธศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข มีข้อแนะนำให้กระจายยาในคลินิกได้ แต่มีเงื่อนไขต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด 8 ข้อ ซึ่ง เป็นไปตามการชี้แนะของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาระดับชาติ โดยมีอาจารย์จากทุกมหาวิทยาลัยเป็นคณะอนุกรรมการเพื่อระมัดระวังปัญหาดื้อยา กระทรวงสาธารณสุขพร้อมปฏิบัติตาม ซึ่งการควบคุมการใช้ยาในคลินิกทำได้ไม่ยาก เนื่องจากแพทย์ในคลินิกต่างจังหวัด ส่วนหนึ่งเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลอยู่แล้ว
นายวิทยากล่าวต่อว่า ในวันนี้จะประชุมนายแพทย์สาธารณสุขทุกจังหวัด และจะแจกข้อสรุปเงื่อนไขดังกล่าวเป็นคู่มือ เพื่อให้คลินิกที่เข้าร่วมโครงการปฏิบัติตาม เพื่อให้แพทย์จ่ายยาด้วยความระมัดระวัง โดย ประชาชนที่เข้าไปรักษาที่คลินิกจะต้องเสียเงินค่ารักษาเอง แต่หากใช้บริการในโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพจะให้การรักษาฟรี ซึ่งขณะนี้เปิดช่องทางพิเศษสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ไว้แล้ว และมียารักษาเพียงพอ
“อยากเรียกร้องให้ประชาชน หากป่วยไม่สบายให้เข้ารักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ส่วนคนที่สุขภาพดีหากเป็นไข้ หากดูอาการที่บ้าน กินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลดภายใน 2 วัน ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที” นายวิทยา กล่าว
เงื่อนไข 8 ข้อ ที่คลินิกที่เข้าร่วมการจ่ายยาโอเซลทามีเวียร์ต้องปฏิบัติตามนั้น ได้แก่ 1.ต้องมีแพทย์เป็นผู้ดูแลในการสั่งจ่ายยา 2.ต้องลงทะเบียนและมีการตามเก็บข้อมูลการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง 3.สามารถส่งต่อผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ในผู้ป่วยที่มีปัญหา 4.ติดตามผู้ป่วยที่ได้รับยาอย่างใกล้ชิด 5.ต้องมีระบบป้องกันการติดเชื้อในคลินิก 6.แพทย์ต้องอบรมในการให้ยาผู้ป่วยและผ่านการประเมินจากกระทรวงสาธารณสุข 7.ต้องมีการปรับปรุงวิธีการรักษาให้เป็นไปตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข และ 8.ต้องให้ สสจ.เข้าตรวจสอบการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด พร้อมกันนี้ต้องรายงานมายังกระทรวงสาธารณสุขทุกๆ 2 เดือน
"ชวน" ป้อง "วิทยา" ทำงานได้ดี สธ. แก้หวัด 2009 ถูกต้อง
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับนายวิทยา พอเดาได้ว่าแนวโน้มและปัญหาจะเป็นอย่างไร เพราะบางประเทศก็เป็นก่อนเรา เราจึงดูออกว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ดังนั้นไม่มีวิธีอะไรที่ป้องกันได้ทั้งหมดเท่ากับการให้ความรู้ เพราะเราจะหวังให้หมอดูแลคนทั้ง 64 ล้านคนคงทำไม่ได้ ทั้งนี้ตนได้ฝากข้อสังเกตให้กระทรวงสาธารสุข อย่าเบื่อหน่ายที่จะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องไข้หวัด 2009 ทุกวัน ซึ่งการให้ความรู้ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้ประชาชนมีความรู้ป้องกันตัวเอง และถือเป็นภูมิคุ้มกันตัวเองไปด้วย และสิ่งที่กระทรวงทำมาตั้งแต่ต้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งตนเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคนี้ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อจึงต้องมาช่วยกัน นอกจากนี้ตนมีโอกาสถามผู้เชี่ยวชาญในวงการแพทย์หลายท่านก็บอกว่าแนวทางที่ปฏิบัติในขณะนี้ดีอยู่แล้ว และก็สนับสนุนให้ใช้อาสาสมัคร (อสม.) 1 คนดูแลชาวบ้าน 16 ครอบครัวจะทำให้เกิดผลมาก เพราะ อสม.จะสามารถกระจายการให้ข้อมูลกับประชาชนได้ดีและมีประโยชน์
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเสนอให้เปลี่ยนตัว รมว.สาธารณสุขเพราะทำงานไม่ทันสถานการณ์ ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ใจตนก็คิดว่านายวิทยาก็ทำงานได้ดี และมีรัฐมนตรีช่วยว่าการช่วยงานอยู่ ซึ่งต้องแบ่งงานกันทำ และไม่มีเหตุผลที่จะมีการปรับครม. ไม่ว่าใครจะมาเป็นรมว.สาธารณสุขในขณะนี้ก็ต้องปฏิบัติแบบนี้ คือ ให้ความรู้กับชาวบ้านและติดตามผลความเป็น ความตาย ของชาวบ้าน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในยุครัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยมีโรคซาร์ ระบาดแต่สามารถควบคุมได้ แต่รัฐบาลปัจจุบันคุมไม่ได้ นายชวน กล่าวว่า เป็นโรคคนละอย่าง มันคนละโรคกัน เพราะโรคไข้หวัดปกติชาวบ้านจะไม่ค่อยกลัว แต่เมื่อเราไปเทียบกับโรคที่ต่างกันก็ต้องไปดูข้อมูลว่ามีอะไรที่ปิด กรณีของนายวิทยาเป็นผู้ที่เปิดข้อมูลทั้งหมด ซึ่งตนคิดว่าถูกต้องเพราะเราเคยมีบทเรียนเรื่องโรคเอดส์มาแล้ว ที่ปกปิดกันเพราะกลัวกระทบเรื่องการท่องเที่ยว แต่ในที่สุดทั่วโลกก็ชื่นชมว่าเราเป็นผู้นำเรื่องการณรงค์โรคเอดส์เพราะเราเป็นผู้เปิดเผยข้อมูล



