ไลฟ์สไตล์

'สามทหารเสือ'กับ'6 อ.'

'สามทหารเสือ'กับ'6 อ.'

30 ม.ค. 2559

“สามทหารเสือ” กับ “6 อ.” : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล

 
          ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้, แบ่งปันปะทะสังสรรค์กันทางวัฒนธรรมระหว่างผมกับ “หมอบุณยพร ยี่มี” แพทย์แผนไทยระดับต้นๆ ของประเทศและ “อาจารย์สมคิด ลวางกูร” นักสร้างแบรนด์ที่มีชื่อของประเทศ ถือเป็นปรากฏการณ์พิเศษเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะการที่ทั้งผม “หมอบุณย์” และ “อาจารย์สมคิด” ได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนทัศนคติกันเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่หมักหมมทับถมกันมานานจนกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก จนกระทั่งเรามองข้าม คือ “ปัญหาทางสังคมของผู้สูงวัย” จะว่าไปแล้วก็หลายประเทศนะครับที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่ายุโรปหรืออเมริกา หรือแม้แต่บางประเทศในเอเชีย ยิ่งเจริญยิ่งร่ำรวยเท่าไหร่ ปัญหาที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยก็ยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น 
 
          ยกตัวอย่างเช่น “ญี่ปุ่น” ที่ถือว่าเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของโลก สามารถสร้างชาติ จากไม่มีอะไรเลย หรือจะเรียกว่าจากติดลบก็ว่าได้ เพราะพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูที่ “ฮิโรชิมา” และ “นางาซากิ”  ทำให้คนนับแสนคนต้องจบชีวิตในพริบตา จากพลังอำนาจในการทำลายล้างของระเบิดปรมาณูทั้ง 2 ลูก เรียกได้ว่าหลังจากสงคราม “ญี่ปุ่น” ต้องสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ในสภาวะที่ติดลบครับ คน “ญี่ปุ่น” เข้าสู่ยุค “เบบี้บูม” เพราะสองคนสามีภรรยาต้องทำงานหนักเพื่อสร้างชาติ มีบุตรธิดาจำนวน 1-2 คน ต้องทุ่มเทให้แก่การสร้างโครงสร้างระบบอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ อุทิศชีวิตทั้งชีวิตและเวลาทั้งหมดให้กับบริษัทที่ตนสังกัดอยู่ 
ผลคือ “ญี่ปุ่น”  ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของโลกในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้สินค้าญี่ปุ่นก็ครองโลก แต่ผลที่ตามมาคือ ในปัจจุบันคนญี่ปุ่นรุ่นหลังสงครามที่สร้างชาติขึ้นมาใหม่เหล่านี้ก็อยู่ในชราภาพมากแล้ว บรรดา ส.ว. “ญี่ปุ่น” เหล่านี้ต้องการคนดูแลเอาใจใส่ แต่ผลจากการที่มีลูกเพียง 1-2 คนต่อครอบครัว จึงต้องรับภาระอันหนักอึ้ง เพราะบรรดาคนเหล่านี้กำลังก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อายุอานามก็อยู่ในราว 40-50 ปี จึงไม่มีเวลาดูแล บุพการีนับวันคือยิ่งเป็นภาระต่อลูก ต่อสังคม ที่ต้องมาเลี้ยงดูและเอาใจใส่
 
          จะว่าไปแล้วสังคมไทยก็กำลังเข้าสู่กระบวนการนี้ครับ ยิ่งเศรษฐกิจขยายตัวมากเท่าไหร่ยิ่งมีความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุมากเท่าไร บรรดาลูกหลานก็จะยิ่งทิ้งพ่อแก่แม่แก่ให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายที่บ้านมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งบรรดา “ส.ว.” เหล่านี้ พอยิ่งอายุมากขึ้นความสามารถในการดูแลตัวเองก็ยิ่งลดต่ำลงเป็นภาระต่อลูกหลานมากขึ้น
 
          ประเด็นดังกล่าวนี้กลายเป็นบทสนทนาระหว่างผมกับ “หมอบุณย์” และ “อาจารย์สมคิด” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เคยเชื่อว่า การที่บรรดา “ส.ว.” จะมีสุขภาพพลานามัยดี แข็งแรง เป็นภาระลูกหลานให้น้อยที่สุด ได้จะต้องมีครบถ้วนทั้ง “5 อ.” ประกอบด้วย “อารมณ์”, “อาหาร”, “อากาศ”, “ออกกำลังกาย” และ “อุจจาระ” ขับถ่ายของเสีย ซึ่งอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป “อ.ที่ 6” คือ “อยู่อาศัย”  หมายถึง อาคารบ้านเรือนที่เหมาะสมนำมาซึ่งสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงทั้งกายและใจที่ดีก็น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามครับ 
 
          ดังนั้นทั้ง “สามทหารเสือ” เลยจับมือร่วมกัน ที่จะปลดฉนวนเวลา “ระเบิดเวลา” คือ “ปัญหาของผู้สูงวัย” โดยตั้งชื่อโครงการที่ทำร่วมกันในอนาคตว่า “กินอยู่อย่างสบาย เตรียมจากไปอย่างสงบ” หมายถึงการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจแบบ “องค์รวม” ทั้งการกิน การอยู่ การป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่มาถึงในเวลาก่อนสมควร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคบางโรคสามารถป้องกันได้หรือชะลอความเสื่อมได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็ง, โรคเครียด, โรคความดัน, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, โรคตับ, โรคไต, โรคไร้สมรรถภาพ ฯลฯ รวมถึงการมีที่อยู่อาศัยและการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมเพื่อให้ถึงพร้อม คือมีความสุขภาพกายดี สบายดีและอารมณ์ดี แข็งแรงดีตามวัยโดยไม่เบียดเบียนใคร
 
          ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “องค์ความรู้” ที่จำเป็นต้องเรียนรู้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องการบริโภคอาหาร การปรับสมดุลและการดูแลสุขภาพองค์รวม ตลอดจนไปถึงการใช้สมุนไพร การมีที่อยู่อาศัยที่ถูกต้อง ฯลฯ โดยผมจะเริ่มโครงการนำร่องที่ “ลำพูน” โดยใช้ชื่อว่า “ชีวา เวลเนส แอนด์ เรสซิเด้น” (Chiva Wellness & Residence) รวมถึงการเดินสายบรรยายให้ความรู้ ทั้งจากผมและ “หมอบุณย์”  เพื่อให้เป็นโครงการ “กินอยู่อย่างสบาย เตรียมจากไปอย่างสงบ” ซึ่งจะมีเนื้อหาสาระครอบคลุมเกี่ยวกับ “Anti-Aging” คือ “การชะลอวัย” และ “Rejuvenation” คือ “การย้อนวัย” รวมทั้งการออกแบบปรับปรุง ตกแต่งอาคารบ้านเรือนที่ถูกต้องสำหรับผู้สูงวัย เพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายและปลอดภัยที่ทางเทคนิคเรียกว่า “Universal Design” หรือ “อารยะสถาปัตย์”
 
          เมื่อ “จักรวาลจัดสรร” ให้ “สามทหารเสือ” อันประกอบด้วยผม “หมอบุณย์” และ “อาจารย์สมคิด” ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น “นักคิด” และ “นักปฏิบัติ” โคจรมาพบกันและจับมือกันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีครับ สำหรับบรรดา “ส.ว.” ทั้งหลาย เพราะโดยแท้จริงแล้วทั้ง 3 คน ก็ถือว่าเป็น “ส.ว.” ด้วยกันทั้งนั้น เพราะอายุอานามก็ขึ้นเลข 5 เลข 6 กันแล้ว คิดง่ายๆ ว่าโครงการนี้ยังไงพวกเราทั้ง 3 ก็ได้ใช้เองแน่ๆ ครับ จะว่าไปแล้วก็ทำเพื่อตัวและเพื่อทุกคนได้มีโอกาสได้ใช้ไปพร้อมกัน ถ้าคิดดีและคิดบวกแบบนี้ยังไงก็มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนครับ