
จับละเมิดลิขสิทธิ์
เมื่อเร็วๆ นี้ มีเด็กผู้หญิงมาติดต่อขอซื้อเมมโมรี่ที่ร้าน และถามว่าลงเพลงให้ได้ไหม ดิฉันบอกว่าไม่ได้รับลงต้องไปลงเอง เด็กคนนี้บอกว่าให้ช่วยลงให้หน่อย คอมพิวเตอร์ที่บ้านเสีย ดิฉันสงสารก็เลยทำให้ โดยไม่ได้คิดเงินค่าลงเพลง
ผ่านไปประมาณ 10 นาที ตำรวจมาที่ร้านแจ้งให้ดิฉันไปที่โรงพัก บอกว่ามีคนไปแจ้งความว่าดิฉันลงเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ ให้ไปคุยตกลงกัน โดยอ้างว่ามีหลักฐานอัดวิดีโอไว้ตอนที่ดิฉันนั่งลงเพลง โดยมีบิลเงินสดของร้านเป็นค่าเมมโมรี่ ร้อยเวรฟังเหตุผลที่ดิฉันพูดแล้วก็ไม่เอาเรื่อง แต่คนที่อ้างว่ามาจากลิขสิทธิ์ของบริษัท ค่ายเพลงรถไฟดนตรี ไม่ยอม เรียกเงิน 4 หมื่นบาท เป็นค่าปรับเข้าบริษัท
ดิฉันถามว่าดิฉันผิดตรงไหน เขาบอกว่าผิดที่ลงเพลง ดิฉันบอกว่าทางร้านไม่ได้รับลงแต่เด็กขอให้ลงให้แล้วก็ลงให้ฟรีๆ ไม่ได้คิดเงิน แต่ทางลิขสิทธิ์ก็อ้างว่าผิดถ้าไม่จ่ายก็ส่งฟ้อง ดิฉันจึงต้องเซ็นเอกสารรับทราบว่าล่วงละเมิดลิขสิทธิ์ แล้วก็เอาเงินที่จะจ่ายค่าเทอมลูกมาจ่ายให้ เพราะเขาเสนอขายค่าลิขสิทธิ์เพลงเดือนละ 500 บาทให้ทางร้าน เวลาทำจะได้ไม่ถูกจับอีก
เอกสารที่ให้เซ็นเป็นการตกลงกันตามใต้ต้นไม้ ถือเป็นการข่มขู่หรือเปล่าคะ แล้วกรณีแบบนี้ทางเจ้าของค่ายเพลงจะรู้ไหมคะ
อรอนงค์
ตอบ
นายวีระพงษ์ ปาวะรีย์ ผู้จัดการฝ่ายจัดเก็บลิขสิทธิ์ บริษัท ยูเอฟโอ มาเก็ตติ้ง จำกัด (ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ให้ค่ายเพลงรถไฟดนตรี) ชี้แจงว่า บริษัทไม่มีนโยบายจับลิขสิทธิ์ด้วยวิธีการล่อซื้อ เพราะเหมือนการบังคับให้ต้องกระทำความผิด แต่มีนโยบายหลักตรวจสอบลิขสิทธิ์ตามร้านคาราโอเกะ เพราะมีการใช้งานเพลงเพื่อการค้าอย่างชัดเจน ในส่วนของโทรศัพท์มือถือถ้าไม่ชัดเจนหรือไม่ขึ้นป้ายว่ารับโหลดก็จะไม่ได้ตรวจสอบ
การตรวจจับลิขสิทธ์ บริษัทจะมอบอำนาจให้แก่ผู้รับมอบอำนาจซึ่งเป็นผู้ตรวจจับลิขสิทธิ์ โดยมีข้อตกลงกันว่า "ผู้รับมอบอำนาจจะต้องปฏิบัติอย่างสุภาพ ไม่พูดจาข่มขู่ หากผู้ละเมิดไม่มีเจตนา ขอให้พยายามประนีประนอมโดยให้สมัครใจเป็นสมาชิก"
ฉะนั้นในการลงพื้นที่เพื่อตรวจจับลิขสิทธิ์ "ผู้รับมอบอำนาจ" จะต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากบริษัทเพื่อนำไปแสดงตัวในการตรวจจับด้วย
กรณีของคุณยืนยันได้เลยว่า ไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจแต่น่าจะเป็นผู้แอบอ้าง เนื่องจากบริษัทเคยได้รับร้องเรียนกรณีเช่นนี้ประมาณ 3-4 รายแล้ว ที่ยังมีคดีอยู่ เพราะตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้แอบอ้างเคยเป็นผู้รับมอบอำนาจ และบางรายก็ยังเป็นผู้รับมอบอำนาจของบริษัท แต่ได้กระทำการข่มขู่เรียกค่าปรับเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยนำแต่เพียงค่าลิขสิทธิ์เดือนละ 500 บาท ส่งเข้าบริษัท บริษัทจึงได้ทำเรื่องฟ้องร้องผู้รับมอบอำนาจ กรณีทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียงและฉ้อโกงบริษัท
ผู้จัดการฝ่ายจัดเก็บลิขสิทธิ์บอกว่า ค่าปรับขึ้นอยู่กับฐานความผิด ปรับขั้นต่ำ 2 หมื่น บาท ยอมความกันได้ที่ 5,000 บาทก็มี เพราะบริษัทไม่ได้หวังผลกำไรจากค่าปรับลิขสิทธิ์ แต่อยากให้คนที่ละเมิดเพลงซื้อลิขสิทธิ์ให้ถูกต้อง ฉะนั้นหากถูกตรวจสอบลิขสิทธิ์ ขอให้โทรศัพท์ไปยังบริษัทต้นสังกัดเพื่อตรวจสอบก่อน และการตกลงยอมความเรื่องค่าปรับ ขอให้ตกลงกันต่อหน้าตำรวจและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน อย่าไปตกลงกันตามต้นไม้
ลุงแจ่ม



