
30วันดีเอสไอสรุปปมรถหรูวัดปากน้ำ
19 ม.ค. 2559
ดีเอสไอคาดใช้เวลา 1 เดือน สรุปผลตรวจสอบประเด็นรถหรูวัดปากน้ำ ไวยาวัจกรยันมีผู้ถวายไม่ได้ซื้อ เป็นรถเก่าจดประกอบไม่ใช่รถหรู
19 ม.ค. 59 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รอง ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เดินทางไปยังวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตามการเชิญของวัด เพื่อตรวจสอบรถยนต์หรูจดประกอบที่มีชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เป็นผู้ครอบครอง และอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบจากดีเอสไอ โดยรถคันดังกล่าวมีการระบุว่า เป็นรถสะสม เก็บรักษาไว้อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในวัด พร้อมกับรถเบนซ์โบราณอีก 2 คัน ทั้งนี้มีนายดำเกิง จินดาหรา ไวยาวัจกรวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นผู้นำคณะพนักงานสอบสวนและสื่อมวลชนเยี่ยมชมของสะสมภายในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นของโบราณมีค่าหลายรายการ เช่น ตู้พระธรรม กลองโบราณ เรือโบราณ เครื่องเบญจรงค์ รถม้า รถสามล้อถีบ และรถเบนซ์โบราณ 3 คัน
นายดำเกิง ระบุว่า วัดมีเจตนาจะสะสมวัตถุโบราณเพื่อให้คนรุ่นหลังได้มาศึกษาเยี่ยมชมและได้เห็นรถเก่าแก่ ซึ่งรถที่กำลังอยู่ระหว่างถูกตรวจสอบเป็นรถยนต์เก่า ไม่ใช่รถหรูตามที่ถูกวิจารณ์ ยืนยันว่า สมเด็จฯ ได้มาจากการถวาย ไม่ได้ใช้เงินซื้อ และเป็นรถจดประกอบ มีเอกสารยืนยัน คือ สมุดจดทะเบียนใช้รถยนต์กับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งได้มอบให้พนักงานสอบสวนนำไปตรวจสอบ สำหรับวัดคงรู้สึกอะไรไม่ได้ เพราะเป็นวัดต้องนิ่ง ประเด็นที่สำคัญขณะนี้คือ ถูกหรือผิด ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริง เมื่อผลออกมาอย่างไรก็พร้อมยอมรับ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่ถวายรถรวมถึงขั้นตอนการนำเข้า ไม่ขอเปิดเผย แต่บอกได้เพียงว่ารถคันดังกล่าวนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2554 เพราะจะมีการเปิดฉลองเจดีย์ในปี 2555 ทางวัดจึงรวบรวมของโบราณมาแสดง รวมถึงรถยนต์คันดังกล่าวด้วย
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีเพราะทั้งสองฝ่ายต้องการให้มีการพิสูจน์ในขั้นตอนของกฎหมาย โดยเอกสารที่วัดมอบให้วันนี้เป็นคู่มือจดทะเบียน เพื่อแสดงถึงที่มาของรถ เลขเครื่องยนต์ เลขตัวถัง และผู้ครอบครอง สำหรับดีเอสไอจะตรวจสอบไปยังขั้นตอนการนำเข้าตั้งแต่กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมการขนส่งทางบก เบื้องต้น รถคันดังกล่าวสำแดงเป็นรถจดประกอบ ไม่ได้นำเข้าทั้งคัน แต่นำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ แล้วนำมาประกอบขึ้นเป็นรถยนต์ โดยมีวิศวกรรับรองความมั่นคงแข็งแรงว่ารถที่จดประกอบสามารถใช้งานได้
ทั้งนี้รถจดประกอบจะมีสัดส่วนภาษีต่างจากรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน โดยพนักงานสอบสวนมั่นใจว่าจะสามารถสรุปผลการตรวจสอบทั้งประเด็นเอกสารและตรวจสอบสภาพทางกายว่าเป็นรถจดประกอบหรือไม่ ได้ภายใน 1 เดือน หลังตรวจสอบเอกสารและชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ก็ต้องมีการเรียกสอบปากคำไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคน รวมถึงผู้ที่มีชื่อครอบครองรถคนปัจจุบันด้วย
แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า สำหรับรถเบนซ์ทะเบียน ขม 99 กทม. มีเลขตัวถัง 18601400420/53 ระบุชนิดเชื้อเพลิงเป็นแก๊ส เครื่องยนต์ 2995 ซีซี เลขเครื่องยนต์ 1869204500052 สีเหลือง จดทะเบียนนำเข้าเป็นรถจดประกอบจากชิ้นส่วนเก่าระหว่างปี 2554 - 2555 โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนดีเอสไอขอหมายค้น หจก.ซี.ที.ออโต้ พาร์ท ย่านสัมพันธวงศ์ ซึ่งเอกสารระบุว่า เป็นผู้จำหน่ายตัวถังรถคันดังกล่าว บจ.คาร์โก้ คาร์ จำกัด ย่านบางพลัด มีชื่อเป็นผู้จำหน่ายเครื่องยนต์ จากการตรวจสอบพบเป็นเพียงร้านขายอะไหล่มือสองและอุปกรณ์ประดับยนต์ของรถยุโรปทั่วไป
หจก.เอช.ที.วาย ออโต้พาร์ท ย่านบางแค ซึ่งมีชื่อเป็นร้านประกอบรถยนต์ โดยมีสภาพปิดร้าง และ เอ็น.พี.การาจ ย่านภาษีเจริญ ซึ่งจดทะเบียนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อประกอบรถยนต์ มีใบอนุญาตถูกต้อง แต่จากสภาพที่พบ เป็นเพียงอู่ซ่อมสี ไม่มีอุปกรณ์สำหรับประกอบรถยนต์ โดยในวันนี้ (19 ม.ค.) พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เรียกสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและจดประกอบรถยนต์คันดังกล่าว
ทั้งนี้ในส่วนเอกสารคู่มือจดทะเบียนรถที่มอบให้ดีเอสไอ ระบุว่า เป็นรถที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนอุปกรณ์รถเก่า เสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้กับสำนักงานสรรพสามิต พื้นที่กรุงเทพฯ 1 ต่อมาได้แจ้งไม่ขอใช้รถในปี 2556



