
เทคโนโลยีซินโดรมภัยเงียบใกล้ตัว
20 ม.ค. 2559
ดูแลสุขภาพ : เทคโนโลยีซินโดรมภัยเงียบใกล้ตัว
ในปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นอันเป็นผลมาจากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรืออุปกรณ์พกพา ทำให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีอัพเดทสาระความรู้ต่างๆ ได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ที่ไหนรูปแบบของพฤติกรรมในการทำงานหรือการใช้ชีวิตในทุกวันนี้แตกต่างไปจากเดิม แต่ในความเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนจะมีแต่แง่บวกนี้ก็เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้านเรามีความสะดวกสบายมากขึ้นจนแทบไม่ต้องขยับตัวไปไหน เพราะสามารถท่องโลกได้ด้วยอุปกรณ์ที่อยู่ในมือจนบางครั้งเราอาจใช้อุปกรณ์เหล่านี้มากเกินไปโดยไม่รู้ตัวก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้ ทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นภัยอันเกิดจากเทคโนโลยีซินโดรมนั่นเอง
เทคโนโลยีซินโดรมนั้นคืออะไร
เทคโนโลยีซินโดรมคือกลุ่มอาการหนึ่งของออฟฟิศซินโดรมในอดีตเราจะโฟกัสเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานว่า การทำงานเเละการใช้คอมพิวเตอร์ในที่ทำงานทำให้สุขภาพเราเเย่ลง แต่ในปัจจุบันพบว่าสามารถเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น และพฤติกรรมของการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ติดต่อกันนานๆ จะส่งผลต่อร่างกายของเราได้ในรูปแบบต่างๆ กัน โดยจะแบ่งออกเป็นอาการที่พบได้บ่อยดังนี้
1.ความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ตาแห้ง เคืองตา ปวดล้ากล้ามเนื้อกระบอกตาจากการใช้สายตาจ้องจอติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะการใช้งานในสิ่งแวดล้อมที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ เช่น เล่นโทรศัพท์มือถือก่อนนอนขณะที่ปิดไฟแล้ว เป็นต้น
2.ความผิดปกติต่อระบบกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นผู้ป่วยมักมีอาการปวดกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่และหลังจากภาวะกล้ามเนื้อตึงจากการที่อยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมนานๆ กล้ามเนื้อบางมัดจะหดเกร็งอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว และหากปล่อยจนเรื้อรังกล้ามเนื้อที่ป่วยจะพลอยเหนี่ยวนำกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียงให้เกิดภาวะเสียสมดุลจะมีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น อ่อนล้าง่ายเวลาทำกิจกรรมบางรายอาการเสียสมดุลของกล้ามเนื้อนั้นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสรีระร่างกาย
3.ความผิดปกติทางอารมณ์และจิตใจ หงุดหงิดง่ายวิตกกังวล โดยเฉพาะเมื่อห่างจากการใช้เทคโนโลยี ภาวะอดนอนพักผ่อนน้อยส่งผลให้ขาดสมาธิ ประสิทธิภาพลดลงในกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการทำงานหรือแม้กระทั่งการขับรถ เมื่อชีวิตมีปัญหาย่อมทำให้เกิดความเครียด การที่เราหมกมุ่นในการใช้เทคโนโลยีมากเกินไปมีส่วนให้สัมพันธ์ระหว่างบุคคลใกล้ชิดลดลง
ดังนั้นนอกเหนือจากสุขภาพทางกายและจิตใจแล้ว การเสพติดเทคโนโลยีมีผลไม่เพียงต่อผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อผู้คนรอบๆ ข้างด้วยเช่นกัน เราทุกคนควรลองสังเกตตนเองว่ามีอาการหรือพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อโรคเทคโนโลยีซินโดรมหรือไม่ หากรู้ตัวว่ามีอาการหรือมีความเสี่ยงเหล่านี้คุณหมอมีคำแนะนำง่ายๆ ในการรักษาและการป้องกันอาการเหล่านี้ ได้แก่
1.การจัดสรรเวลาให้พึงระลึกเสมอว่า ควรมีการหยุดพักละสายตาจากจอมองออกไปไกลๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อตาได้พักหากมีอาการปวดตาอาจใช้น้ำแข็งหรือแผ่นประคบเย็นช่วยบรรเทาอาการ ลุกเดินหรือขยับร่างกายตามความเหมาะสม อาจกำหนดตัวเองให้มีช่วงเวลาที่การลดหรือละเว้นจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้บ้าง ยามว่างอาจหากิจกรรมอื่นๆ ทำ เช่น การออกกำลังกาย ดูแลและพบปะพูดคุยกับบุคคลรอบข้างบ้าง เพื่อเป็นการสานสัมพันธ์อันดี
2.การเลือกอุปกรณ์ที่มีความเหมาะสมต่อการใช้งาน เช่น โทรศัพท์มือถือ เราใช้การพิมพ์สื่อสารกันในข้อความสั้นๆ หรือเพื่อการส่งต่อข้อมูลบางอย่าง เช่น รูปภาพ แต่หากจำเป็นต้องสนทนายาวๆ ควรโทรศัพท์คุยกันเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนแม่นยำและรวดเร็ว การพิมพ์รายงานหรืองานที่ใช้ความละเอียดสูงควรใช้เป็นคอมพิวเตอร์และมีโต๊ะตั้งเป็นกิจลักษณะที่มีความเหมาะสมต่อสรีระของผู้ใช้งาน เปิดไฟให้มีแสงสว่างเพียงพอ เป็นต้น
3.คลายการปวดตึงกล้ามเนื้อด้วยตนเอง โดยการออกกำลังกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อ เช่น หากมีอาการปวดบ่าไหล่สามารถออกกำลังยืดกล้ามเนื้อง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง แนะนำให้ทำเป็นชุดท่าละ 10 ครั้ง อย่างน้อยวันละ 3 เวลาและควรทำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่มีอาการปวดนอกเหนือจากการขยับร่างกายหรือเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ แล้วการเตือนตัวเองเพื่อจัดท่าที่เหมาะสมในการทำกิจกรรมยังเป็นอีกวิธีที่ช่วยทั้งลดการปวดและการป้องกันกล้ามเนื้อตึงได้ หากบวมอักเสบรอบข้อควรพักการใช้งานสักระยะร่วมกับประคบเย็น หากอาการไม่ดีขึ้นควรมาพบแพทย์เพื่อแนะนำแนวทางในการรักษาต่อไป
การพัฒนาทางเทคโนโลยีนั้น เป็นสิ่งที่ดีทั้งประหยัดเวลาลดขั้นตอนความยุ่งยากต่างๆ ในการติดต่อสื่อสารสามารถเรียนรู้สิ่งต่างได้มากมายจากการใช้งานอย่างเหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันเราต้องปรับตัวให้ก้าวทันเทคโนโลยีเหล่านี้โดยไม่ตกเป็นเหยื่อของมัน ใช้วิจารญาณในการเสพข่าวสารมีความรอบคอบฉลาดใช้อย่างเหมาะสมและไม่ลืมการดูแลสุขภาพของตนเองไม่สามารถทดแทนด้วยการหาข้อมูลจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
พญ.วรรณวดีลักษณ์ สุรพันธุ์
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
โรงพยาบาลพญาไท 1



