
หลักคิดของ'สองคน สองหมอ'
16 ม.ค. 2559
หลักคิดของ สองคน สองหมอ : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล
ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้รับคำอำนวยอวยพรมากมายหลายหลาก มีทั้งแบบยาวๆ แต่แบบสั้นๆ ที่ได้ใจความ คือ “ขออย่าให้เจ็บ อย่าให้จน” เพราะจะมีประโยชน์อันใดที่บรรดา “คนรักบ้าน” มากมายหลายท่านต่างก็ทุ่มเททำงานหนักกันอย่างหามรุ่งหามค่ำมายาวนานติดต่อกันมาหลายปี ผลของการทุ่มเททำงานอย่างหนักทำให้สามารถสะสมทรัพย์สินเงินทองมาได้มากมาย แต่สุดท้ายต้องนำทรัพย์สินเงินทองส่วนใหญ่ที่สะสมมานั้นนำไปให้หมอที่ทำการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของเราที่โรงพยาบาล ถือเป็นความจริงที่เจ็บปวดครับ เพราะคนที่ผมรู้จักหลายคน รวมทั้งญาติสนิทของผมด้วย ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณอาแท้ๆ นะครับ เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อ ย่าน “สุขุมวิท” หมดไปหลายล้านบาท และที่น่าเศร้าใจคือ คุณอาท่านก็ไม่หายครับ เพราะท่านได้สิ้นบุญในห้อง “ไอซียู” นั่นแหละครับ สร้างภาระหนักหนาสาหัสให้กับบรรดาลูกๆ เสียเงินเสียทองไปไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่เสียแล้วไม่หายนี่แหละครับหนักหนาสาหัสครับ
ในช่วงวันหยุด “ตรุษปีใหม่” ที่ผ่านมาผมได้รับเกียรติจาก “หมอบุณย์” หรือ “หมอบุณยพร ยี่มี” เชิญรับประทานอาหาร ตามประสาคนคุ้นเคยที่มองตาก็รู้ใจ เพราะมีหลายอย่างที่คิดคล้ายๆ กัน และที่สำคัญสังกัดชมรม “คนไม่ยอมแก่” ประเภท “ไม้ไกลฝั่ง” เหมือนกัน คือ ประเภทที่คำว่า “แก่” หรือ “สูงวัย” ไม่มีในพจนานุกรม มีแต่หนุ่มขึ้นและหนุ่มขึ้น จะว่าไปแล้วถึงแม้ว่า “หมอบุณย์” ท่านอายุอานามล่วงเลยไปกว่า 60 ปี++แล้ว แต่ยังดูกระฉับกระเฉง พูดจาเสียงดังฟังชัดแบบครึกครื้น ครื้นเครง ไม่เกรงใจใคร เป็นคนประเภท “สายล่อฟ้า” จนได้รับฉายาว่า “หมอบุณย์ปากหมา” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพ็อกเก็ตบุ๊คที่ “หมอบุณย์” เขียนขึ้นจนติดอันดับ “Best Seller” ในร้านหนังสือชั้นนำ สำหรับผมก็ไม่ยอมน้อยหน้าครับ แม้อายุอานามจะเลยวัย 50 ปี++ มาพอสมควรแล้ว แต่ยังคิดว่าตัวเองอายุ 35 ปี ไม่น้อยหน้า “หมอบุณย์” ที่คิดว่าตัวเองอายุ 45 ปีครับ
มีหลักคิดง่ายๆ ที่ผมกับ “หมอบุณย์” ใช้อยู่ คือ หลักการของ “ไคเซน” (Kaizen) เป็นหลักคิดของญี่ปุ่นแต่โบร่ำโบราณก่อให้เกิดเทคนิคในการใช้ชีวิต ซึ่งคำว่า “Kai” แปลตรงตัวหมายถึง “Change” ส่วนคำว่า “Zen” นั้นหมายถึง “Good” พอสองคำรวมกัน ก็มีความหมายว่า “Improvement” หรือ “Change for Good” หมายถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมีหลักสำคัญอยู่ 3 ประการ ดังนี้ ประการที่ 1 สิ่งใดไม่จำเป็นก็ขอให้เลิก ประการที่ 2 สิ่งใดเป็นการซ้ำซ้อนก็ขอให้ละ และประการที่ 3 หากไม่สามารถ ลด ละ เลิก ได้ก็ให้เปลี่ยน ซึ่งหมายถึงจะต้องเปลี่ยนตั้งแต่ความคิด เปลี่ยนการกระทำ, เปลี่ยนทั้งวิสัยทัศน์,เปลี่ยนกระบวนทัศน์และเปลี่ยนทั้งมุมมอง ทัศนคติ เป็นการเปลี่ยนจากความคิดเดิมๆ ไปสู่ความคิดใหม่ๆ แบบนอกกรอบเป็นการคิดต่างจากของเดิมๆ
หากคิดได้ทำได้เช่นนี้จะค้นพบในสิ่งที่ผมและ “หมอบุณย์” ได้ค้นพบคือความเป็นจริงที่เรียบง่าย,งามง่าย แต่ทรงพลังอานุภาพอย่างที่สุดว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่แก้ไม่ได้และถ้าหากเราต้องการจะปรับเปลี่ยนแก้ไขปรับปรุงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมนั้นไม่ยากเลยครับ โดยเริ่มจากง่ายที่สุดไปหาสิ่งที่ยากปานกลางและไปสู่ยากที่สุด ไม่ใช่ทำจากยากไปหาง่ายนะครับ ค่อยๆ ลด ละ เลิก และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปนะครับ แล้วทุกอย่างก็จะดีวันดีคืนขึ้นมาเอง
ผมกับ “หมอบุณย์” คุยกันหลายเรื่องครับ ทั้งในเรื่องการออกแบบอาคารบ้านเรือนในอนาคตที่จะต้อง “อยู่ดีมีสุข” ภายใต้ “วิถีการกินอยู่แบบไทยร่วมสมัย” เพราะที่ผ่านมามักเน้นย้ำกันเพียงแค่ “5 อ.” หมายถึง “อาหาร”, “อารมณ์”, “อากาศ” , “ออกกำลังกาย” และ “อุจจาระปัสสาวะ” ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของสุขภาพดีคงไม่พอหรอกครับ แต่แท้จริงแล้วผมขอเพิ่มเป็น “5+1 อ.” หรือ “อ.ที่ 6” คือ “อยู่อาศัย” เป็นการเติมเต็มกระบวนการกินอยู่อย่างมีสุขภาพดีแบบ “วิถีไทยร่วมสมัย” ซึ่งจากการที่ผมได้คุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับ “หมอบุณย์” ทำให้ผมค้นพบว่าสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานี้เป็นเสมือนกับระเบิดเวลา
เราไม่ควรจะภูมิใจว่าปีนี้เราได้มีโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอีกกี่โรงพยาบาล ซึ่งหมายถึงว่า คนไทยนั้นมีคนป่วยเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนล้นจนต้องสร้างโรงพยาบาลเพื่อรองรับบรรดาคนป่วยที่เพิ่มขึ้นในปริมาณมหาศาล แต่ในทางกลับกันเราควรจะภูมิใจว่าปีนี้เราได้ปิดโรงพยาบาลไปกี่แห่ง เพราะผู้คนมีสุขภาพดีขึ้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลจากทั้งภาครัฐและเอกชนอีกต่อไป สาระน่ารู้ของการสนทนากับ “หมอบุณย์” ยังมีอีกมากครับ เอาไว้มาติดตามกันต่อในอีกสองสัปดาห์หน้าครับ



