ไลฟ์สไตล์

ระวัง ! โรคฮิตที่มากับหน้าหนาวในเด็ก

ระวัง ! โรคฮิตที่มากับหน้าหนาวในเด็ก

14 ม.ค. 2559

ดูแลสุขภาพ : ระวัง ! โรคฮิตที่มากับหน้าหนาวในเด็ก

 
                      วันเด็กปีนี้เด็กๆ มีกิจกรรมพิเศษอะไรกันบ้าง กิจกรรมบางที่ที่เด็กๆ ไป อาจพบกับอากาศเย็น ลมหนาว นอกจากความสนุกแล้ว ยังมีสิ่งที่เราไม่ได้รอคอยแฝงมาด้วย นั่นคือ “โรคฮิตที่มากับหน้าหนาวในเด็ก” ที่ต้องพึงระวัง ทราบไหมว่าโรคอันตรายที่ว่า มีโรคอะไรกันบ้าง?
 
 
1.โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
 
                      อาการของไข้หวัด ประกอบด้วย ไข้ต่ำๆ น้ำมูกไหล จาม คัดจมูก ไอจาม แต่อาการของไข้หวัดใหญ่ จะมีปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยตามตัว ไข้สูง คลื่นไส้อาเจียน ร่วมด้วย
 
                      การวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่นั้น อาจส่งตรวจสารคัดหลั่งในโพรงจมูก หรือในคอร่วมด้วย ส่วนมากไข้หวัดเกิดจากไวรัส ควรรับประทานยาลดไข้ พักผ่อนดื่มน้ำมากๆ และรักษาตามอาการ
 
                      ส่วนไข้หวัดใหญ่นั้น ควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากต้องได้รับยาต้านไวรัส และอาจมีอาการรุนแรง และพบภาวะแทรกซ้อนได้ การป้องกันคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งควรฉีดทุกปี เพื่อลดความรุนแรงของโรค
 
 
2.โรคปอดอักเสบหรือปอดบวม
 
                      อาการเบื้องต้นของโรคปอดอักเสบนั้น อาจมาจากการเป็นหวัดเรื้อรัง และมีไข้สูง ไอมาก หอบหายใจเร็ว ควรรีบพบแพทย์ การวินิจฉัย ทำโดยการเอกซเรย์ปอด การรักษา ควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เช่นการได้รับยาปฏิชีวนะ และการพ่นยา เป็นต้น เนื่องจากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี รวมทั้งเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย เด็กขาดสารอาหาร เด็กที่มีความพิการแต่กำเนิด เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น
 
                      ปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ เพื่อลดความรุนแรงของโรค
 
 
3.โรคหัด
 
                      โรคนี้มักเกิดในเด็กโตและวัยรุ่นที่ไม่ได้รับวัคซีนอาการจะเริ่มจากมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง และจะมีผื่นขึ้นภายหลังมีไข้ประมาณ 4 วัน จากนั้นผื่นจะกระจายทั่วตัว โดยผื่นจะจางหายไปภายใน 2 สัปดาห์ เด็กที่ป่วยเป็นหัด ให้แยกออกจากเด็กอื่นๆ ประมาณ 1 สัปดาห์
 
                      การรักษา รักษาตามอาการ และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน การป้องกันคือการฉีดวัคซีนป้องกัน หัด หัดเยอรมัน คางทูม
 
 
4.โรคหัดเยอรมัน
 
                      อาการของโรคหัดเยอรมันจะเริ่มจากไข้ต่ำๆ ออกผื่นคล้ายโรคหัด บางรายอาจไม่มีผื่นขึ้น บางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณหลังหูโต การรักษา รักษาตามอาการ รับประทานยาลดไข้ และยาแก้คันในกรณีที่มีอาการคันมาก โรคนี้สามารถหายเองได้ การป้องกันคือการฉีดวัคซีนป้องกัน หัด หัดเยอรมัน คางทูม
 
 
5.โรคอีสุกอีใส
 
                      อาการจะเริ่มด้วยไข้ต่ำๆ ต่อมา จะมีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ หน้า ตามตัว โดยเริ่มเป็นผื่นแดง ตุ่มนูน แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใส หรือตุ่มจะเป็นหนอง และแห้งตกสะเก็ดหลุดออกเองประมาณ 7-14 วัน เด็กที่ป่วยควรหยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ เด็กเล็กที่ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันการอักเสบจากการเกาที่ผื่น
 
                      การรักษา คือการรักษาตามอาการ และป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ตุ่มหนอง หรือตุ่มน้ำใส ปัจจุบันมีการป้องกันโรคอีสุกอีใสโดยการฉีดวัคซีน
 
 
6.โรคอุจจาระร่วง
 
                      จากเชื้อโรต้าไวรัสส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า โรต้าไวรัส มักจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ติดต่อโดยการดื่มน้ำ หรือกินอาหารที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนเข้าไป โดยเด็กจะถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ หรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง ก้นแดงเนื่องจากการถ่ายอุจจาระบ่อย โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง แต่เด็กบางคนอาจขาดน้ำรุนแรง หากมีเด็กในบ้านถ่ายเหลว ควรให้กินอาหารเหลวบ่อยๆ เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด ให้ดื่มนมแม่ หากยังถ่ายบ่อยให้ผสมสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ให้ดื่มบ่อยๆ อาการจะกลับเป็นปกติได้ภายใน 8-12 ชั่วโมง หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที
 
                      การรักษา คือการรักษาตามอาการ การดื่มน้ำเกลือ หรือการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด อาจต้องมีการเปลี่ยนนมเป็นนมสูตรสำหรับเด็กท้องเสีย
 
                      การป้องกัน คือการรักษาความสะอาด รับประทานอาหาร น้ำและนมที่ปรุงสุก สด สะอาด และปัจจุบันมีการรับประทานวัคซีนเพื่อป้องกันโรค
 
 
การป้องกันโรคที่มากับหน้าหนาว
 
                      1.ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
 
                      2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่ถ่ายเทอากาศไม่ดี
 
                      3.หมั่นดูแลความสะอาดสิ่งแวดล้อม เช่น ของเล่น ที่นอน ภาชนะ
 
                      4.รับประทานอาหารที่สุกใหม่ สะอาดปลอดภัย
 
                      5.ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย และหมั่นล้างมือบ่อยๆ
 
                      6.การให้นมแม่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรค และควรพาลูกไปรับวัคซีนป้องโรคตามกำหนด
 
 
 
พญ.อุรารมย์ พันธุมะผล
 
กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด
 
โรงพยาบาลพญาไท 1