
เหรียญเด็กเหรียญแรกของสยามเหรียญเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ
เหรียญเด็กเหรียญแรกของสยามเหรียญเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ(เหรียญจุก)อายุ๑๓๐ปี ซ: เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู
วันเด็กแห่งชาติของประเทศไทย มีการจัดงานวันเด็กเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๘ ซึ่งเดิมทีนั้น เราจะจัดกันในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม จนมาใน พ.ศ.๒๕๐๖ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เปลี่ยนวันเด็กแห่งชาติ เป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมแทน พ.ศ.๒๕๐๗ จึงเว้นไปเพราะเลยวันไปแล้ว มาจัดอีกที่ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๘ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ คำขวัญวันเด็กโดยนายกรัฐมนตรีของไทย มีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๙๙ ในยุคสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม คือ “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ ต่อผู้อื่น และส่วนรวม” ส่วนคำขวัญวันเด็กที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กมากที่สุดของไทยคือ คำขวัญวันเด็กที่ว่า “เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ” ที่ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ให้ไว้เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖
วันเด็ก หรือ Children’s Day มีการเฉลิมฉลองกันทั่วโลกเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๙๘ ตามปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของเด็ก ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อส่งเสริมให้คนเห็นความสำคัญของเด็ก
นายศราวุฒิ วรพัทธ์ทวีโชติ หรือ “คุณเจมส์” เจ้าของกิจการ ร้าน Siam Coin & Antiques “ร้าน กษาปณ์เมืองสยาม” หรือ “ร้าน Siamcoin” และเลขานุการสมาคมเหรียญที่ระลึกไทย ให้ข้อมูลว่า สำหรับเหรียญของประเทศไทยที่ปรากฏรูปเด็กเป็นเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ คือ เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีลงสรง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๙ อายุถึงปัจจุบันราว ๑๓๐ ปี นักสะสมจะเรียกเหรียญนี้ว่า “เหรียญจุก” หรือ “เหรียญเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ” เหรียญรุ่นนี้สร้างเป็นที่ระลึกแจกในงานพระราชพิธีมหาพิไชยมงคลสรงสนานเฉลิมพระปรมาภิไธย สถาปนา “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ” เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๒๙ นับเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีตำแหน่ง สยามมกุฎราชกุมาร เป็นตำแหน่งรัชทายาท แทนตำแหน่ง พระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า” ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยพระราชพิธีโสกันต์ เมื่อวันที่ ๑๘-๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๓ มีบันทึกว่า
“โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานแจกเหรียญที่ระลึกในการพระราชพิธีมงคลนี้ทั่วกัน คือ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ แจกเหรียญสายข้างเหนือ คือฝ่ายพลเรือน และพระองค์เจ้าโสมบัณฑิตย์ แจกสายข้างใต้ คือฝ่ายทหาร เหรียญที่แจกคราวนี้เป็นเหรียญ ทอง, กะไหล่, เงิน, บรอนซ์ มีจำนวนที่ได้พระราชทานในเวลาวันนี้ประมาณ ๑,๐๐๐ เศษหลายร้อย”
เหรียญรุ่นนี้ ด้านหน้าเป็นพระรูปสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ริมขอบล่างมีอักษรโรมันขนาดเล็กว่า “W.E.J.GAND” ด้านหลังเป็นรูปหุ่นจำลองแพลงสรง มีข้อความว่า “ที่ระฦกการพระราชพิธีลงสรง เฉลิมพระปรมาภิไธย” ขอบล่างมีข้อความ “ปีจออัฐศกศักราช ๑๒๔๘” ริมขอบมีอักษรโรมันว่า “W.KULLRICH F” เหรียญมีขนาด ๓๗ มิลลิเมตร เหรียญรุ่นนี้มี ๑.เนื้อทองคำ ๒.เนื้อเงินกะไหล่ทอง ๓.เนื้อเงิน และ ๔.เนื้อบรอนซ์ (ทองแดง) เหรียญรุ่นนี้ในวงการพบเจอทุกเนื้อ ยกเว้นเนื้อทองคำ ซึ่งมีพบเฉพาะในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น และเหรียญที่หาพบเจอยากคือ “เหรียญขัดเงา” หรือ “เหรียญ Proof” ซึ่งพบทั้งเนื้อเงิน และทองแดง เข้าใจว่าผลิตมาจำนวนจำกัด ราคาค่านิยมจะสูงกว่าเหรียญธรรมดา ๒-๓ เท่า
หลังจากเหรียญนี้แล้ว ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังมีเหรียญที่ระลึกอื่นอีกคือ เหรียญที่ระลึก เฉลิมพระสุพรรณบัฏ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ, เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ถ, เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาภ, เจ้าฟ้าสมมติวงษ์วโรทัย และเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร และเหรียญที่ระลึกงานโสกันต์ เหรียญแรกของสยามคือ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เมื่อ ร.ศ.๑๑๑ (พ.ศ.๒๔๓๕) งานโสกันต์(โกนจุก) ตามประเพณีโบราณ เด็กชายจะโกนจุกเมื่ออายุย่างเข้า ๑๓-๑๕ ปี ส่วนเด็กหญิง จะโกนจุกเมื่ออายุย่างเข้า ๙ ปี ถึง ๑๑ ปี บิดามารดาจะทำพิธีมงคลโกนจุก ซึ่งพิธีการนี้จะมีการเตรียม “เครื่องทวาทสมงคล” หรือ เครื่องมงคลทั้ง ๑๒ ประการ คือ
๑.พระพุทธรูป ๒.น้ำมนต์ ๓.พระสงฆ์ ๔.บายศรี ๕.เต้าน้ำ ๖.สังขมงคล ๗.แก้วแหวนเงินทอง ๘.จักรและเครื่องอาวุธ ๙.กระบองเพชร ๑๐.ขอช้าง ๑๑.ฉัตร ๑๒.การเวียนเทียนทำขวัญ
เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ปีเด็กสากล
คุณเจมส์ บอกว่า เหรียญที่ระลึกในวันเด็กแห่งชาติ ในวงการสะสมเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่นิยมคือ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ปีเด็กสากล พ.ศ.๒๕๒๔ มี ๒ ชนิดราคา คือ เนื้อเงิน ราคา ๒๐๐ บาท และ ทองคำ ชนิดราคา ๔,๐๐๐ บาท ทั้งสองชนิดมีเหรียญแบบพิเศษคือ เหรียญที่หนาพิเศษ จะมีความหนา ๒ เท่าของเหรียญปกติ สำหรับเนื้อทองคำ ค่านิยมอยู่ที่ราวๆ ๒๕,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าเป็นแบบตัวหนา ซึ่งผลิตมาเพียง ๖๑ เหรียญนั้น ราคาอาจอยู่ที่ราว ๓๕๐,๐๐๐ บาทเลยทีเดียว ถือเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื้อทองคำที่หายากมากที่สุด และราคาสูงที่สุดในชุดเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในตอนนี้
๓.เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ปีเยาวชนสากล ปี พ.ศ.๒๕๒๘ เป็นเหรียญนิกเกิล ชนิดราคา ๒ บาท ขนาด ๒๒ มม. จำนวนผลิต ๕ ล้านเหรียญ เนื่องจากผลิตมาจำนวนมากพอสมควร ปัจจุบันราคาอยู่ที่ราวๆ ๑๕-๓๐ บาท
ส่วนสิ่งของสะสมอื่นๆ ที่จัดสร้างขึ้นเป็นที่ระลึก นอกจากเหรียญแล้ว ทางกรมไปรษณีย์โทรเลขยังจัดทำดวงตราไปรษณียากร (แสตมป์) ออกเป็นที่ระลึกสำหรับวันเด็กอีกด้วย โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๓ (๑๙๖๐) เป็นรุ่นแรก โดยมีสองชนิดราคาคือ ๕๐ สตางค์ (สีชมพู) และ ๑ บาท (สีส้ม) ออกแบบเป็นรูป เด็กไว้ผมจุก ฉากพื้นหลังเป็นลายไทย ท่านนักสะสมท่านใดสนใจที่จะศึกษาเพิ่มเติม สามารถติดตามได้จากเฟซบุ๊ก siamcoin หรือติดตามชมได้จาก ช่องของ siamcoin ใน Youtube, ทางLINE ID : @siamcoin และทาง E-mail : [email protected] สำหรับคนชอบเหรียญที่ระลึก สามารถเข้ากลุ่มของ สมาคมเหรียญที่ระลึกไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้
เหรียญพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่
ตามธรรมเนียมแต่โบราณ หากเจ้านายประสูติเป็นพระองค์ชาย จะได้รับพระราชทานพระขรรค์ ๑ เล่ม กับปืนพก ๑ กระบอก เป็นของเฉลิมขวัญ สำหรับวางไว้ในกระด้งที่รองพระองค์ เมื่อครบ ๓ วันจะมีพิธีเวียนเทียนสมโภช มีการรดน้ำพระมหาสังข์ และเจิมพระราชทาน และสมโภชใหญ่เมื่อครบเดือน เรียกว่า “พิธีสมโภชเดือน” ซึ่งจะพระราชทานของขวัญ คือ ทองคำสำหรับเครื่องแต่งพระองค์ และเงินทุนสำหรับพระเจ้าลูกเธอประมาณ ๑๐๐ ชั่ง (๘,๐๐๐ บาท) กับได้พระราชทานนาม
ในรัชกาลปัจจุบันคือ ๑.เหรียญพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๒ เป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก มี ๒ ชนิดราคา คือ เนื้อนิกเกิล ๕ บาท และเนื้อเงิน ราคา ๒๐๐ บาท พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่นี้ มีขึ้นเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๒ มูลค่าสะสมของเหรียญเงินราวๆ ๖๐๐-๘๐๐ บาท
๒.เหรียญสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘ นับเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกงานสมโภชเดือน เหรียญที่ ๒ ของไทย มีด้วยกัน ๒ ชนิด คือ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก สองสี ชนิดราคา ๑๐ บาท ผลิตจำนวน ๑๐ ล้านเหรียญ และเหรียญเงิน ชนิดราคา ๖๐๐ บาท โดยแบ่งเป็นเนื้อเงินธรรมดา ๑๐,๐๐๐ เหรียญ และเนื้อเงินขัดเงา ๕,๐๐๐ เหรียญ
๓.เหรียญที่ระลึก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พระชันษา ๑ ปี มีชนิดราคาเดียวคือ ๕๐ บาท เป็นเนื้อนิกเกิล ผลิตออกมาจำนวน ๕ แสนเหรียญ มีขนาดความกว้าง ๓๖ มิลลิเมตร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙



