ไลฟ์สไตล์

‘หมอวิชัย’ลั่น‘ยืนตรงไม่กลัวเงาคด’เชื่อมีจ้องล้มสสส.

‘หมอวิชัย’ลั่น‘ยืนตรงไม่กลัวเงาคด’เชื่อมีจ้องล้มสสส.

07 ม.ค. 2559

‘หมอวิชัย’ลั่น‘ยืนตรงไม่กลัวเงาคด’ เชื่อมีขบวนการจ้องล้มสสส.

           หลังจากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 1/2559 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 มกราคม เรื่องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 โดยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 โดยมีคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 7 คน พ้นจากตำแหน่ง ล่าสุดได้มีเสียงสะท้อนจาก นพ.วิชัย โชควิวัฒน รองประธานคนที่สอง ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เก็บตกจากเนชั่นภาคเที่ยง” ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ถึงการถูกปลดครั้งนี้

‘หมอวิชัย’ลั่น‘ยืนตรงไม่กลัวเงาคด’เชื่อมีจ้องล้มสสส.

           นพ.วิชัย กล่าวว่า รับทราบถึงคำสั่ง คสช.แล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำเช่นนั้น เพราะไม่ปรากฏเหตุผลในคำสั่งที่ชัดเจน ได้แต่คาดคะเนตามที่เข้าใจ เพราะจากที่ดูรายชื่อคณะกรรมการที่ถูกปลดล้วนเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากการสรรหาแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เป็นไปตามกฎหมายของ สสส. แต่ละคนก็ได้รับการสรรหามาจากหลายสาขาตามระเบียบที่คณะกรรมการสรรหากำหนดขึ้นมา โดยคณะกรรมการสรรหาก็มาจากหลายภาคีและเครือข่ายต่างๆ โดยบอร์ด สสส.ทั้งหมดได้รับการสรรหาและเชิญให้มาทำงานกับ สสส.อย่างถูกต้อง มีการตรวจสอบคุณสมบัติและผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง ซึ่งข้าราชการเป็นผู้ตัดสินและเลือกเข้ามา

           นอกจากนี้ ในการประชุมบอร์ด สสส.ในรัฐบาลที่ผ่านๆ มา นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธานบอร์ด สสส.โดยตำแหน่ง ส่วนใหญ่จะเข้าร่วมประชุม เช่น สมัยรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลนายกฯ ยิ่่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เข้าร่วมประชุม ส่วนรัฐบาลอื่นๆ ก็มอบให้รองนายกฯ มาเป็นประธานเท่านั้น โดยบอร์ดสสส.มีหน้าที่บริหารกองทุนและเงิน ซึ่ง สสส.ไม่มีหน่วยงานย่อยช่วยทำงานเช่นกระทรวงต่างๆ ที่มีกรม กอง คอยช่วยทำงาน ทำให้ สสส.จึงต้องทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน มูลนิธิ สมาคม ภาคประชาชนรวมถึงตัวบุคคล เพื่อให้เงินกองทุนของ สสส.ใช้จ่ายในลักษณะของโครงการให้มากที่สุดซึ่งไม่ใช่เป็นการจ้าง

           ส่วนกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์นั้น ที่ผ่านมา สตง.ได้เข้ามาตรวจสอบโดยตลอดก็ไม่มีปัญหา เพิ่งจะมีปัญหาในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการระบุว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน กระทั่งมีขบวนการคิดที่จะล้มเลิกสสส.แต่ก็ไม่สำเร็จ ซึ่งเข้าใจว่าขบวนการนี้มีบริษัทเหล้า-บุหรี่ต่างชาติอยู่เบื้องหลัง เพราะมองว่ากองทุน สสส.เป็นศัตรูที่จะขัดผลประโยชน์บริษัทเหล่านี้ รวมถึงโรงงานยาสูบก็มีความพยายามที่จะล้มบอร์ด สสส.เช่นกัน

           นพ.วิชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ระบุว่าโครงการของ สสส.ไม่ได้ประเมินผลงานและไม่มีการรายงานผลนั้น ยืนยันว่ากฎหมายของกองทุน สสส.กำหนดไว้ชัดเจนให้มีคณะกรรมการประเมินผล ซึ่งคณะกรรมการประเมินผลได้รับการแต่งตั้งมาจากกระทรวงการคลังและมีผู้แทนหลายหน่วยงานร่วมเป็นกรรรมการ อีกทั้งผลประเมินก็มีการรายงานต่อ ครม.และวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรทุกปี อย่างไรก็ตาม มองว่าอนาคตของ สสส.หลังจากนี้ก็ต้องดูว่าอำนาจรัฐที่จะดูแลให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างบริษัทบุหรี่-เหล้ากับผลประโยชน์ของประชาชนว่าจะเอนเอียงไปในทิศทางใด

           “ผมคิดว่าเรื่องการปลด เป็นเรื่องสืบเนื่องจากการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้ สสส.หมดสภาพไปในเวลาสามปี เพื่อจะเอางบประมาณของ สสส.เข้าไปเป็นงบแผ่นดิน ซึ่งจะละลายหายไปและไม่เกิดประโยชน์ เพราะตลอดมา สสส.ดำเนินการได้ผลดีมาตลอด เช่น เรื่องเหล้าก็รณรงค์ได้ผล หรือเรื่องบุหรี่ก็ได้ผลดีมาก แต่เพราะว่าทำแล้วได้ผลดีจึงกระทบต่อธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องเหล้า-บุหรี่ โดยกฎหมายให้เก็บเงินเพิ่มอีก 2% ส่วนการใช้งบของ สสส.เข้มงวดมาก ต้องชี้แจงต่อสภา และบางครั้งเราก็ถูกซักฟอกแต่เราก็ชี้แจงได้ผลมาโดยตลอด แต่เมื่อมีข่าวรั่วจึงมีการต่อต้านและมีบริษัทบุหรี่เข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้ ซึ่งต่อมาก็บอกไม่เขียนรัฐธรรมนูญแบบนั้นแล้ว แต่ก็ส่งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้ามาตรวจ” นพ.วิชัย กล่าวว่า

           ส่วนคำสั่ง คสช.ที่ปลดบอร์ด สสส. ทั้ง 7 คน หากวิเคราะห์ดูก็น่าจะมาจากเหตุผลที่ว่าบอร์ดทั้ง 7 คนเคยได้รับเงินจากกองทุน สสส.ในนามของมูลนิธิ ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีมูลนิธิมาก่อนที่จะมานั่งเป็นบอร์ดสสส. ซึ่งมองว่าไม่ผิดระเบียบและกฎหมายของ สสส. และเรื่องนี้ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรรมเป็นประธาน ซึ่งผลตรวจสอบก็ออกมาว่าไม่มีความผิด ทุกอย่างโปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ก็นำไปสู่การแก้ระเบียบของ สสส. 20 ฉบับ ซึ่งบอร์ด สสส.ก็ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 โดยมีการแก้ไขตามข้อเสนอของคณะกรรมการตรวจสอบเสนอมาทั้งหมด อีกทั้งยังได้เพิ่มกรอบการทำงานให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ขณะนี้รอ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานบอร์ด สสส.ลงนามก็จะมีผลบังคับใช้ทันที เราก็คิดว่าเรื่องจะจบไป แต่สุดท้ายก็จบแบบนี้

           “ก่อนหน้านี้บอร์ด สสส.ได้พูดคุยกันว่าจะมีการลาออกจากการเป็นบอร์ด เพราะบางคนรู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากต้องทำงานเป็นบอร์ดพร้อมกับการดูแลมูลนิธิด้วย โดยบอร์ดหลายคนต้องใช้เวลาตัดสินใจ ซึ่งที่ประชุมบอร์ด สสส.ให้เวลา 6 เดือน แต่บางส่วนบอกว่านานเกินไป และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปให้เหลือเวลาตัดสินใจเพียง 3 เดือน เท่าที่คุยกันบางคนบอกว่าไม่เอาแล้ว มานั่งอยู่บอร์ด สสส. ทำให้เสียชื่อเสียง จะลาออกตั้งแต่ช่วงแรก แต่ผมในฐานะรองประธานได้ขอร้องให้ช่วยกันประคับประคองการทำงานไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ แต่เมื่อมาเจอคำสั่ง คสช.ก็ถือว่าจบการทำงานเท่านี้"

           นพ.วิชัย กล่าวถึงอนาคตของ สสส.ว่า หลังจากนี้บอร์ด สสส.ที่เหลือ 2 คน คือ นางทิชา ณ นคร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคม และนายชำนาญ พิเชษฐพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ก็คงต้องทำหน้าที่ต่อไป ซึ่งมองว่าคำสั่ง คสช.ครั้งนี้ยังเปิดช่องให้ สสส.ทำงานต่อไปโดยกำหนดเดิมได้วางแผนไว้บอร์ด สสส.จะมีการประชุมในวันศุกร์ที่ 15 มกราคมนี้ โดยจะบรรจุวาระสรรหาบอร์ด สสส.ชุดใหม่ หากเป็นไปตามขั้นตอนนี้คาดว่าภายใน 1 เดือนหรือไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์น่าจะมีกรรมการบอร์ดชุดใหม่มาแทน

           “จากนี้จะต้องจับตาว่ากระบวนการสรรหากรรมการบอร์ด สสส.จะถูกแทรกแซงหรือไม่” นพ.วิชัย กล่าวตั้งข้อสังเกตและว่า ส่วนตัวไม่ห่วงเรื่องการแทรกแซง เมื่อพ้นแล้วก็เป็นหน้าที่ของคนที่เข้ามาทำจะรับผิดชอบ หวังว่าจะไม่มีการแทรกแซง หวังว่ากระบวนการสรรหาจะเป็นไปตามครรลองที่ถูกต้อง แต่การทำงานของ สสส.ต่อไปคงไม่ง่ายเหมือนเก่า ต้องถูกจับตา บางครั้งถูกจับผิดและให้ร้าย ซึ่งคนทำงานต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง หากไม่กล้าตัดสินใจก็จะเสียโอกาสไปเยอะ

           เมื่อถูกถามว่า การถูกปลดครั้งนี้จะเป็นมลทินติดตัวหรือไม่ นพ.วิชัย ยืนยันว่า “มนุษย์หากยืนตรงไม่ต้องกลัวเงาคด”

           “ต้องมาดูว่าวิธีการใช้งบประมาณของ สสส.มีการใช้ตามภารกิจและเกิดประโยชน์แค่ไหน หากเปลี่ยนไปจะได้ประโยชน์หรือไม่ ผมยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตั้งใจทำงานเพื่อแก้ปัญหา หากตั้งสติดีๆ และใช้ปัญญาเราคงได้ข้อสรุปดีๆ ได้” อดีตรองประธานบอร์ด สสส. กล่าวตอนท้าย