ไลฟ์สไตล์

โรคภูมิแพ้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

โรคภูมิแพ้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

07 ม.ค. 2559

ดูแลสุขภาพ : โรคภูมิแพ้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

 
                      มารู้จักโรคภูมิแพ้กันเถอะ โรคภูมิแพ้ คือ คนส่วนใหญ่มักพบปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่เยื่อบุของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุโพรงจมูก เยื่อบุตาขาว เยื่อบุทางเดินหายใจ หรือเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น สารก่อภูมิแพ้มี 2 ประเภท ได้แก่
 
                      1.สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสุนัข ขนแมว เกสรหญ้า หรือเชื้อรา เป็นต้น
 
                      2.สารก่อภูมิแพ้ประเภทอาหาร เช่น นมวัว นมถั่วเหลือง ไข่ อาหารทะเล หรือแป้งสาลี เป็นต้น
 
 
ทำไมถึงเป็นโรคภูมิแพ้
 
                      ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคภูมิแพ้ แต่ปัจจัยต่อไปนี้อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่
 
                      1.ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักมีประวัติบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ โดยที่ผู้ป่วยอาจไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดเดียวกับที่บิดาหรือมารดาเป็น หรือไม่ได้แพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดเดียวกับที่บิดาหรือมารดาแพ้ได้ พบว่าผู้ป่วยที่บิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ร้อยละ 20-40 และมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ร้อยละ 50-80 ในกรณีที่บิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้
 
                      2.ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม มลพิษในอากาศ เช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันบุหรี่ เป็นต้น รวมถึงวิถีชีวิตของประชากรที่เปลี่ยนจากสังคมชนบทมาเป็นสังคมเมือง ทำให้มารดาไม่สามารถให้นมบุตรได้ในช่วงแรกคลอด หรือความเร่งด่วนในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้จำเป็นต้องรับประทานอาหารจานด่วนหรืออาหารสำเร็จรูป ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยสารอาหารประเภทแป้งและไขมัน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ เนื่องจากพบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ร้อยละ 15 ไม่ได้มีบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้
 
 
โรคภูมิแพ้รักษาได้อย่างไร
 
                      ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้สามารถที่จะดำเนินชีวิตได้ตามปกติไปพร้อมๆ กับโรค เพียงแต่รู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้องเท่านั้น หลักสำคัญในการปฏิบัติตนมีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ
 
                      1.หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ การปฏิบัติตนข้อนี้นับว่าสำคัญมาก เนื่องจากการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้จะทำให้ร่างกายของผู้ป่วยลดปริมาณการสร้างสารแพ้ ทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ลดน้อยลง และผู้ป่วยสามารถลดปริมาณการใช้ยาให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อควบคุมอาการของโรค
 
                      2.การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงผู้ป่วยสามารถล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และบริหารยาพ่นผ่านทางจมูกหรือปากได้ถูกต้องตามขั้นตอน เนื่องจากการรักษาโรคภูมิแพ้ผู้ป่วยจำเป็นต้องล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ และบริหารยาพ่นผ่านทางจมูกและปากนอกเหนือจากการรับประทานยา ฉะนั้นแพทย์ผู้ทำการรักษารวมถึงผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลผู้ป่วยจำเป็นต้องคอยให้ความรู้ ความเข้าใจ และตรวจสอบความถูกต้องของขั้นตอนการบริหารยา เนื่องจากการบริหารยาไม่ถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับยาตามขนาดที่แพทย์ต้องการ
 
                      3.การดูแลตนเองให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอยู่เสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทแป้งและไขมันจนมากเกินไปที่จะทำให้เกิดโรคอ้วน และทำให้การรักษาโรคภูมิแพ้ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก รวมถึงหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น เช่น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์
 
 
การฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ได้อย่างไร
 
                      การรักษาโรคภูมิแพ้โดยการฉีดวัคซีนนั้น ปัจจุบันสามารถทำการรักษาได้ในโรคภูมิแพ้ 2 โรค คือ โรคแพ้อากาศ และโรคหืด
 
                      หลักการฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ คือ แพทย์ผู้ทำการรักษาจะทำการฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดที่ผู้ป่วยแพ้ให้แก่ผู้ป่วย และจะเพิ่มปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ฉีดทีละน้อย โดยหวังผลว่าร่างกายของผู้ป่วยจะลดการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ดังกล่าว ทำให้มีการสร้างสารแพ้ในร่างกายลดลง และอาการต่างๆ ของโรคภูมิแพ้ลดน้อยลงตามลำดับภายหลังการรักษา ผู้ป่วยที่ตอบสนองดีต่อการฉีดวัคซีนแพทย์จะทำการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี ส่วนผู้ป่วยบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการฉีดวัคซีนภายหลังการรักษาแล้ว 1 ปี แพทย์จะหยุดทำการรักษา
 
                      กรณีที่ผู้ป่วยมารับการฉีดวัคซีนไม่ตรงนัดอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนในครั้งถัดไป รวมถึงทำให้ระยะเวลาการรักษาต้องล่าช้าออกไปจากกำหนดการเดิม เนื่องจากแพทย์มีความจำเป็นต้องเริ่มต้นทำการฉีดวัคซีนใหม่ในบางขั้นตอน
 
                      โดยสรุปว่า ทุกคนควรดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อคนที่คุณรักและเพื่อตัวคุณเอง ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้น ควรระมัดระวัง สิ่งที่ทำให้เราแพ้ง่ายหรือหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดการแพ้สำหรับเรา ทุกคนสามารถดูแลตัวคุณเองได้ เริ่มที่ตัวคุณเองก่อน ปรึกษาปัญหาสุขภาพ เพิ่มเติมได้ที่ 0-2487-2100 สายด่วน 1645 กด 2 โรงพยาบาลธนบุรี2 "บริการด้วยน้ำใจ เอาใจใส่ดุจญาติมิตร” หรือ www.thonburi2.com
 
 
 
โรงพยาบาลธนบุรี 2