ไลฟ์สไตล์

'มะเร็งปากมดลูก'ภัยเงียบใกล้ตัวป้องกันด้วย'วัคซีนเอชพีวี'

'มะเร็งปากมดลูก'ภัยเงียบใกล้ตัวป้องกันด้วย'วัคซีนเอชพีวี'

04 ม.ค. 2559

“มะเร็งปากมดลูก” ภัยเงียบใกล้ตัว ป้องกันด้วย “วัคซีนเอชพีวี” : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ

 
          “มะเร็งปากมดลูก” เป็นมะเร็งที่พบได้มากในผู้หญิงไทยมากกว่า 8,000 คนต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตในแต่ละปีกว่า 4,000 ราย หรือประมาณ 12 คนต่อวัน และ 80% ของผู้หญิงไทยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในช่วงอายุ 30-60 ปี ส่งกระทบโดยรวมหลายอย่าง การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรค คือ การฉีดวัคซีน
 
          “มะเร็งปากมดลูก” ไม่ใช่โรคที่เกิดจากรรมพันธุ์ แต่เกิดจากการติดเชื้อ Human Papillomavirus หรือ HPV ชนิดก่อมะเร็ง แล้วทำให้เซลล์ปากมดลูกเกิดความผิดปกติ เปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวี ไม่ว่าจะเคยมี กำลังมี หรือจะมีเพศสัมพันธ์ในอนาคต แต่อัตราการติดเชื้อพบมากในวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น หรือวัยที่เพิ่งเริ่มมีเพศสัมพันธ์ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ง่าย หรือเร็วขึ้น ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย มีคู่นอนหลายคน รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน สูบบุหรี่ มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อเอสพีวี เป็นต้น
 
          การติดเชื้อเอชพีวี ส่วนใหญ่ติดต่อจากเพศสัมพันธ์ โดย 50-80% ของผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วจะติดเชื้อเอชพีวีในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต การติดเชื้อไวรัสตัวนี้ ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เช่น ไม่มีไข้ ไม่มีตกขาวผิดปกติ แต่หลังจากติดเชื้อไปแล้วประมาณ 10-15 ปี จะพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูกที่อาจจะไม่มีอาการในช่วงแรก แม้ร่างกายของผู้หญิงที่ติดเชื้อเอสพีวีมาแล้ว จะสามารถกำจัดเชื้อได้เอง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า ผู้หญิงคนไหนจะสามารถกำจัดเชื้อได้ และมีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีซ้ำได้อีก
 
          ความน่ากลัวของมะเร็งปากมดลูก คือ โรคนี้ไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองเริ่มมีความผิดปกติ นอกจากจะได้รับการตรวจภายใน และตรวจหาเซลล์ผิดปกติที่เรียกว่า แพปสเมียร์ ถ้ามีอาการ เช่น มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ตกขาวปนเลือด หรือมีกลิ่นเหม็น มีแผล หรือก้อนบริเวณปากมดลูก มะเร็งมักจะมีการลุกลาม และอาจะแพร่กระจายไปแล้ว
 
          สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ด้วยการไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งเป็นการป้องกันที่สาเหตุของมะเร็งปากมดลูกโดยตรง เพราะวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่เซลล์
 
          จากการศึกษาพบว่า หลังจากได้รับวัคซีนครบ วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงกว่า 70-90% ในการป้องกันรอยโรคก่อนมะเร็ง และกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูงได้นานกว่า 20 ปี โดยสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย แนะนำว่า ให้ฉีดวัคซีนเอชพีวี ให้เด็กอายุ 11-12 ปี โดยฉีดบริเวณกล้ามเนื้อหัวไหล่ จำนวน 3 เข็ม ในเดือนที่ 0, 2 และ 6 และในเด็กอายุ 9-14 ปี สามารถให้วัคซีนเพียง 2 เข็ม ในเดือนที่ 0 และ 6-12
 
          วัคซีนเอชพีวีไม่ส่งผลข้างเคียงที่รุนแรง อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวด บวมแดงบริเวณที่ฉีดยา อาการอื่นๆ ที่อาจพบ ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนพลีย อาการส่วนใหญ่จะเป็นเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง และเป็นไม่นาน
 
          สำหรับสตรีที่มีอายุมากกว่านี้ หรือมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถฉีดวัคซันได้ เนื่องจากยังมีโอกาสได้รับเชื้ออยู่เรื่อยๆ และจะมีภูมิคุ้มกันสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะได้รับการฉีดวัคซีนเอชพีวีแล้ว ก็ยังต้องมารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากยังมีเชื้อบางตัวที่วัคซีนป้องกันไม่ได้
 
          เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรให้วัคซีนป้องกันในเด็กหญิงอายุ 9 ปี เพื่อป้องกันก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ หรือมีการติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงไทยรุ่นต่อไปไม่ต้องเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งปากมดลูก และอัตราการตายของผู้หญิงจากโรคนี้จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ทุกปี
 
          หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาครัฐ และภาคเอกชนจะให้ความสำคัญกับมะเร็งปากมดลูก และช่วยให้การฉีดวัคซีนเอชพีวี เกิดขึ้นกับผู้หญิงทุกคน สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการนำลูกสาวไปรับการฉีดวัคซีนเอชพีวี สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ
ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล 
มหาวิทยาลัยมหิดล