
งานวิจัยภาคเกษตรไทยยุคเออีซีต้องขับเคลื่อนเพื่อความเป็นหนึ่ง
งานวิจัยภาคเกษตรไทยในยุคเออีซี ต้องขับเคลื่อนเพื่อความเป็นหนึ่ง : รศ.ดร.พีระเดช ทองอำไพ
หลายปีแห่งการรอคอย ในที่สุดประเทศในอาเซียนก็ได้รวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบ มีความร่วมมือกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง แต่สิ่งที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ต่อไปนี้การเคลื่อนย้ายแรงงาน สินค้าและบริการต่างๆ จะเป็นไปได้สะดวกมากขึ้น นั่นก็หมายความว่า การแข่งขันต่อไปนี้ไม่ได้เป็นการแข่งขันเฉพาะคนภายในประเทศด้วยกันเอง แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถของประเทศสมาชิกรอบข้างเราด้วย หากเราไม่มีขีดความสามารถในด้านใด ก็อาจเสียเปรียบประเทศที่มีความแกร่งทางด้านนั้นได้
ประเทศสมาชิกอาเซียนของเราส่วนใหญ่เน้นหนักทางด้านการเกษตร และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ประเทศไทยมีความเสียเปรียบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงงาน ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่มีอยู่ รวมทั้งแรงดึงดูดในการลงทุนจากต่างประเทศในบางด้าน แต่ว่าไทยก็ได้เปรียบในเรื่องของความสามารถของเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานด้านพืชสวนและปศุสัตว์ ซึ่งมีขีดความสามารถในการผลิตและการปรับตัวได้ดีมาก
นอกจากนี้ วิชาการด้านการเกษตรของเราก็ค่อนข้างก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น จนกระทั่งหลายๆ ประเทศต้องมาเรียนรู้ดูงานจากเรา แต่เรื่องนี้ก็ประมาทไม่ได้เพราะว่าอีกไม่นานหากรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นให้ความสำคัญด้านวิชาการมากขึ้น ก็จะส่งผลให้เกิดการพัฒนางานด้านนี้อย่างรวดเร็วจนกระทั่งสักวันหนึ่งเราคงต้องไปดูงานที่ประเทศเหล่านั้นก็เป็นไปได้
การที่จะใช้วิชาการเข้ามาช่วยในการพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศนั้น มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตร รวมไปถึงการหาทางเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ เพื่อให้โดยรวมแล้วมีกำไรมากขึ้นหรือมีรายได้ต่อพื้นที่สูงขึ้น เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หากต้องสู้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ผลิตสินค้าเหมือนกับเรา
อีกช่องทางหนึ่งคือ การหาช่องว่างในตลาด แล้วเติมเต็มในส่วนนั้น โดยการผลิตสินค้าที่มีคุณลักษณะเฉพาะหรือมีคุณภาพสูง สำหรับตลาดที่มีกำลังซื้อสูงเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดเหล่านี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนักและไม่สามารถรองรับผลิตผลได้มากมาย การหวังพึ่งตลาดเฉพาะจึงมีโอกาสเป็นไปได้น้อย
นอกจากเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีทั่วๆ ไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นหนึ่งหรือเป็นผู้นำในอาเซียนได้ก็คือเรื่องของการพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ซึ่งเรื่องนี้ได้มีกลุ่มของนักวิชาการไทยหลายสิบคนพัฒนามาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด ทำให้เรามีพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีคุณภาพมากขึ้นและได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศ รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาพันธุ์มีความจำเพาะกับพื้นที่และสภาพแวดล้อมมาก
ดังนั้นการหาพืชหรือสัตว์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย หรือพูดให้แคบลงคือในพื้นที่ภาคต่างๆ ของประเทศไทย จำเป็นต้องมีการพัฒนาพันธุ์ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ การพัฒนาพันธุ์เป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความอดทนเป็นอย่างมาก รวมทั้งต้องมีแรงสนับสนุนทั้งด้านทุนวิจัยและสถานที่ค่อนข้างมากและต่อเนื่อง แต่ว่าที่ผ่านมาบางครั้งงานด้านนี้ถูกละเลย ด้วยเหตุผลที่ว่ากว่าจะได้ผลงานต้องใช้เวลานาน จึงไม่เห็นผลทันตา ดังนั้นผู้ที่ดูแลนโยบายต่างๆ จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับงานด้านนี้เพราะไม่เห็นผลงานในยุคที่ตนเองมีอำนาจ ยังโชคดีที่เมืองไทยมีนักวิชาการที่มีอุดมการณ์และมุ่งมั่นในการพัฒนางานด้านนี้อยู่มากพอสมควร จึงสามารถผลิตผลงานออกมาในรูปของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยขณะนี้
ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมก็จะมีข้าวพันธุ์ต่างๆ ที่ปลูกกันอยู่ทั่วประเทศ แม้กระทั่งพันธุ์ที่รู้จักกันดีเช่นขาวดอกมะลิ 105 หรือที่เรียกกันว่าข้าวหอมมะลิก็คือหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาพันธุ์ข้าวโดยนักวิชาการของไทย รวมถึงข้าวอื่นๆ อีกมากมายที่เผยแพร่ออกมาในนามของข้าว กข. แล้วตามด้วยหมายเลขต่างๆ หรือพันธุ์ข้าวที่เป็นชื่อจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีปรับปรุงพันธุ์ข้าวแล้วตามด้วยหมายเลข เช่น ปทุมธานี 1 ชัยนาท 1 สุพรรณบุรี 1 เป็นต้น รวมไปถึงพันธุ์ข้าวดั้งเดิมหรือข้าวพื้นเมืองที่มีการคัดสรรและเผยแพร่ออกมาอย่างเช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวเหนียวลืมผัว
นอกจากข้าวที่พัฒนาโดยกรมการข้าวแล้วก็ยังมีข้าวที่พัฒนาโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยหรือโดยความร่วมมือกับกระทรวงอื่น อย่างเช่น ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล ปิ่นเกษตร +4 ข้าวหอมชลสิทธิ์ เป็นต้น ส่วนข้าวที่พัฒนาให้เหมาะกับการปลูกในภาคเหนือก็พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนได้ข้าวพันธุ์ กข.-แม่โจ้ 2 ออกมาเผยแพร่ให้เกษตรกรภาคเหนือได้ปลูกกัน
ถัดจากเรื่องข้าวก็เป็นเรื่องของข้าวโพด ทั้งข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวโพดสีต่างๆ ซี่งมีการพัฒนามานานทั้งในภาคราชการและเอกชน แต่ที่มีชื่อเสียงมากคือการพัฒนาข้าวโพดสุวรรณ 1 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งใช้กันแพร่หลายในหลายประเทศ รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นให้นักวิชาการต่างๆ สนใจในการพัฒนาข้าวโพดกันอย่างกว้างขวาง ถึงแม้ปัจจุบันมีพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมต่างๆ ออกมาใช้มากมาย แต่ข้าวโพดสุวรรณ 1 ก็เป็นข้าวโพดในตำนานของไทยไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนข้าวโพดหวานก็มีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นรวมทั้งภาคเอกชนได้พัฒนาจนก้าวหน้าไปอย่างมาก และมีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วไป พันธุ์ข้าวโพดของไทยจึงเป็นที่รู้จักและแพร่หลายทั่วไปไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้ในหลายๆ ประเทศ
มันสำปะหลังก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเกษตรศาสตร์ 50 หรือห้วยบง 60 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และพัฒนาอื่นๆ อีก 8 พันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจนกลายเป็นพันธุ์หลักของประเทศในขณะนี้ และก็แน่นอนว่าแพร่หลายไปในหลายประเทศเช่นกัน
ในส่วนของพืชอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพริก มะเขือเทศ แตงกวา ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และอื่นๆ อีกมาก รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่างปาล์มน้ำมัน ก็มีการพัฒนาจนได้พันธุ์ที่ดีขึ้น เหมาะสมสำหรับประเทศไทย และมีการปลูกอย่างแพร่หลายในประเทศขณะนี้ โดยนักวิชาการจากหลายๆ สถาบันทั่วประเทศ ทำให้ความก้าวหน้าของการพัฒนาพันธุ์พืชของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ด้านการพัฒนาพันธุ์สัตว์ของเราก็ไม่น้อยหน้าใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไก่พื้นเมือง โคนม โคเนื้อ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าในปัจจุบันเรามีโคนมที่ให้น้ำนมมากขึ้นกว่าเดิม มีเนื้อโคขุนที่มีคุณภาพสูงมากขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือหากไม่มีการส่งเสริมงานด้านนี้อย่างต่อเนื่องหรือสร้างแรงจูงใจที่ดีพอ ในที่สุดนักวิชาการด้านการปรับปรุงพันธุ์ของไทยก็จะลดน้อยลง ซี่งเมื่อถึงวันนั้น จุดแข็งด้านนี้ของเราก็จะหมดไป โอกาสในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ก็น่าจะน้อยลงไปด้วย
ฉะนั้นจะต้องเน้นงานด้านนี้ เพื่อเป็นจุดเด่นหรือจุดแข็งของประเทศต่อไป และควรต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งทางด้านงบประมาณการวิจัย อุปกรณ์เครื่องมือวิจัยต่างๆ รวมทั้งการสร้างกำลังคนทางด้านนี้อย่างเพียงพอ



