Kom Lifestyle

ชูแนวคิด 'เปิดปรับเปลี่ยน' ช่วยยับยั้งความรุนแรง

ชูแนวคิด 'เปิดปรับเปลี่ยน' ช่วยยับยั้งความรุนแรง
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

หลากมิติเวทีทัศน์ : ชูแนวคิด 'เปิดปรับเปลี่ยน' ช่วยยับยั้งความรุนแรง : โดย...อังคณา อินทสา

 
                      ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมไทยยังมีปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีเกิดขึ้นมากมาย และนับวันยิ่งมีแนวโน้นเพิ่มความรุนแรง โดยรูปแบบของพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงก็มีให้เห็นเริ่มตั้งแต่ด่าทอพูดจาหยาบคาย ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย บางรายถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากนี้หากครอบครัวใดที่พ่อแม่หรือคนในบ้านขัดแย้งกัน ต่างคนต่างใช้ความรุนแรง ผลกระทบจะมาตกอยู่ที่ลูก ซึ่งเมื่อเด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ เขาจะซึมซับจดจำเลียนแบบพฤติกรรม พัฒนาไปสู่ความรุนแรงเมื่อโตขึ้น
 
                      แน่นอนว่า สภาพปัญหาเหล่านี้ยังไม่มีท่าทีว่าจะลดลงหรือถูกหยิบยกไปแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนแห่งการรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี หากย้อนดูสถานการณ์ความรุนแรงในไทย โดยคณะกรรมาธิการสังคมกิจการเด็กเยาวชนสตรีผู้สูงอายุคนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2558 พบว่ามีสถิติการใช้ความรุนแรงกว่า 3 หมื่นคน แบ่งเป็นเด็กถูกกระทำ 1.9 หมื่นคน สตรี 1.2 หมื่นคน โดย 90% ของกลุ่มเด็กเป็นหญิงอายุระหว่าง 10-15 ปี ส่วนใหญ่ถูกทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ
 
                      นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กที่เห็นเด่นชัดผ่านเวทีเสวนาและกิจกรรมรณรงค์เนื่องในโอกาสวันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ประจำปี 2558 ภายใต้แนวคิด “เปิดปรับเปลี่ยน : หยุดความรุนแรง” ที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดขึ้น ภายในงานมีการแสดงละครสะท้อนปัญหาความรุนแรงครอบครัวและการขับขานบทเพลง “เจ้าผีเสื้อเอย” โดยนักเรียนจากโรงเรียนวัดโพธิ์เรียง เขตบางกอกน้อย กทม. ซึ่งมีเนื้อหาสะท้อนถึงการปกป้องเด็กและเยาวชน
 
                      สิทธิศักดิ์ พนไธสงค์ ฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่ายมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดเผยว่า มูลนิธิได้มีการลงพื้นที่เก็บรวบรวมความคิดเห็นสถานการณ์ปัญหาความรุนแรง โดยสำรวจเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ในมุมมองของลูกกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จาก 26 โรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สัดส่วนชายต่อหญิงครึ่งต่อครึ่ง พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่กับพ่อและแม่ โดย 85.1% ยอมรับว่า คนในครอบครัวเคยมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน กิจวัตรประจำวันของคนในครอบครัวที่น่าห่วงคือมีสูงถึง 70.6% ติดมือถือ เล่นไลน์ เฟซบุ๊ก ขณะที่ 63.4% โต้เถียง ด่าทอ พูดจาหยาบคาย 62.8% พ่อแม่ทำงานหนักไม่มีเวลาให้ลูก 57% คนในครอบครัวดื่มเหล้า/เบียร์/เล่นการพนัน อบายมุข เมื่อถามถึงความรู้สึกที่พ่อแม่ทะเลาะกัน พบว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่รู้สึกเสียใจร้องไห้ กลัว กังวล เครียด เบื่อ เซ็ง หมดกำลังใจ หรือมีแม้กระทั่งพบเห็นบ่อยจนชินไปแล้ว ทั้งนี้สิ่งที่เด็กๆ เลือกทำเมื่อเห็นคนในครอบครัวทะเลาะกันคือ 23.4% เลือกที่จะเข้าไปห้าม 14.4% เลือกที่จะอยู่เฉยๆ 10% ขอเก็บปัญหาไว้คนเดียวไม่บอกใคร แต่ที่น่าห่วงคือ 6.7% อยากจะประชดพ่อแม่
 
                      สิทธิศักดิ์ ฝากข้อเสนอเพื่อเป็นแนวทางนำไปสู่การแก้ปัญหาความรุนแรงฯ ว่า ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการเปิดใจโดยเฉพาะพ่อและแม่ต้องเปิดใจเปิดความคิดเปิดโอกาสจากตนเองพูดคุยกัน ยอมรับปัญหา ไม่ใจร้อน ตัดสินปัญหาด้วยอารมณ์ นอกจากนี้การปรับวิธีคิด ปรับพฤติกรรม ปรับเปลี่ยนทัศนคติลดทิฐิ ยกศักดิ์ศรีของตนเองออกไปก่อน เลิกคิดว่าการนิ่งเฉยต่อปัญหาเป็นทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง รวมถึงต้องสร้างกติกาการอยู่ร่วมกัน เช่น เมื่อเกิดข้อคับข้องใจต่อกัน ให้พยายามพูดคุยแทนการนิ่งเฉย ขณะเดียวกันต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรม พยายามทำกิจกรรมร่วมกันกับคนในครอบครัวให้มากขึ้น รู้จักขอโทษให้เป็น เปลี่ยนพฤติกรรมในการอยู่ร่วมกัน ไม่เจ้าชู้ช่วยกันแบ่งเบาภาระในบ้าน เลี้ยงลูก-ทำงานบ้าน ตั้งมั่นว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงทั้งกาย วาจา ต่อคนในครอบครัว และจะไม่ตอกย้ำข้อผิดพลาดในอดีตของคนในครอบครัว หรือเปรียบเทียบกับคนอื่น ตั้งมั่นว่าจะลดละเลิกเหล้าเบียร์อบายมุขต่างๆ ที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว
 
                      นอกจากนี้ขอฝากไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรมีกิจกรรมรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงที่ต่อเนื่อง รวมไปถึงรณรงค์ให้ครอบครัวมีวันครอบครัวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน เปิดใจคุยกัน ปรับทุกข์ให้อภัยซึ่งกันและกัน ตลอดจนรณรงค์กับกลุ่มผู้กระทำความรุนแรง (ผู้ชาย) ให้เป็นคนต้นแบบในการปรับทัศนคติเรื่องชายเป็นใหญ่อย่างต่อเนื่องและขอให้รณรงค์สร้างความตระหนักกับครอบครัว เพื่อให้เห็นถึงโทษภัยจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญในการก่อปัญหาความรุนแรงต่างๆ
 
 
ชูแนวคิด 'เปิดปรับเปลี่ยน' ช่วยยับยั้งความรุนแรง
 
 
                      นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า จากผลสำรวจสะท้อนว่า ครอบครัวมีความขัดแย้งหลายระดับ ตั้งแต่การทะเลาะ ด่าทอ พูดจาหยาบคาย ทำร้ายร่างกาย ทำลายข้าวของ ซึ่งครอบครัวที่ดื่มเหล้าเบียร์หรือเล่นการพนัน มีโอกาสขัดแย้งมากขึ้น
 
                      อย่างไรก็ตามต้องรณรงค์เชิญชวนให้ทุกครอบครัวเกิดแนวความคิด “เปิดปรับเปลี่ยน” เพื่อยุติความรุนแรง เพราะจากสถิติดังกล่าว เด็กจำนวนมากที่เติบโตในครอบครัวที่มีความขัดแย้ง สภาพแบบนี้ทำร้ายจิตใจเด็ก ซึ่งหากมองในมุมหนึ่งจะพบว่า ความรุนแรงในครอบครัวเหล่านี้ มีสภาพเสมือนโรคติดเชื้อกระโดดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกและไปสู่รุ่นต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด เด็กจะรู้สึกเจ็บปวดจนชาชิน มองเห็นความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดา และใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาเมื่อเติบโตขึ้น รวมถึงการดื่มเหล้าเบียร์หรือเล่นการพนันจะเพิ่มโอกาสก่อความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นอีก
 
                      นางน้อย (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี ผู้ที่เคยประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้อยู่กินกับสามีมากว่า 20 ปี สามีไม่เคยทำร้ายร่างกาย แต่พอเขาเริ่มดื่มเหล้า ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปเช่น หึงหวงกล่าวหาว่ามีชู้ โมโหร้าย พูดหยาบคาบ ชอบดุด่าต่อหน้าลูก ถูกทุบตีหลายครั้ง รุนแรงที่สุดคือพอเมาเหล้าก็เดินเข้ามาทำร้ายร่างกายใช้สายไฟมัดมือ ใช้โซ่ลาม ใช้เข็มขัด และไม้แขวนเสื้อตีบริเวณลำตัว กระทั่งบังคับหลับนอน ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อลูกชายคนเล็กโดยตรง เพราะอยู่ในเหตุการณ์ทุกครั้ง ลูกชายเริ่มมีพฤติกรรมโกรธเก็บตัวเงียบ ทำลายข้าวของ ติดเกม การเรียนต่ำลง
 
                      “ช่วงนั้นต้องทนทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ หวาดผวา กลัวไปทุกอย่าง สุขภาพจิตก็แย่ เคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง เมื่อเกิดเรื่องก็เข้าแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจนับสิบครั้ง และปรึกษากับทางมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ให้เอาผิดตามกระบวนการทางกฎหมาย เมื่อคดีสิ้นสุดก็ได้แยกทางกันและอดีตสามีก็รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูบุตร อย่างไรก็ตามฝากไปถึงผู้หญิงที่ต้องเผชิญปัญหาแบบนี้ ให้ไตร่ตรองคิดให้รอบคอบ การทนอยู่ในสภาพแบบนี้เพื่อครอบครัว แต่สุดท้ายแล้วเราจะไม่มีความสุข ลูกก็จะไม่มีความสุขซึ่งมันยังไม่สายที่จะทบทวน ตอนนี้ตั้งใจจะดูแลลูกให้ดีที่สุด และขอให้นำบทเรียนของตนเองเป็นอุทาหรณ์เพื่อใช้เตือนสติ” นางน้อย กล่าว
 
                      นายเอ (นามสมมุติ) อดีตผู้ที่เคยใช้ความรุนแรงในครอบครัว กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นหลังจากเลิกเสพยา หันมาดื่มเหล้า เริ่มดื่มหนัก พอเมาก็มักจะใช้ความรุนแรงกับภรรยา ทั้งโมโหร้าย ทำร้ายร่างกายตบตี นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องงาน มีหนี้สิน เกิดความเครียดสะสม ทำร้ายร่างกายภรรยาจนต้องหอบเสื้อผ้าหนีไปอยู่บ้านแม่ ซึ่งการใช้ความรุนแรงส่งผลต่อลูกโดยตรง ลูกอยู่ในเหตุการณ์เห็นพ่อทำร้ายแม่ บางครั้งพลาดเตะไปโดนลูกขณะเข้ามาห้าม ลูกร้องไห้ตลอด กลายเป็นคนกลัวพ่อหวาดระแวง กลัวพ่อทำร้ายแม่ และกลัวตัวเองถูกทำร้าย ลูกไม่กล้าเข้าใกล้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบทำให้ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าว ใช้คำพูดรุนแรงกับเพื่อน หยาบคายด่าทอเพื่อน มีปัญหาด้านการเรียน ทะเลาะกับเพื่อน จนถูกเชิญผู้ปกครอง
 
                      “เมื่อเริ่มคิดได้ จึงปรับเปลี่ยนตัวเองเริ่มลดละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยอมรับความผิดพลาดพยายามเปลี่ยนแปลงช่วยงานบ้านภรรยา ตอนนี้ครอบครัวมีความสุข ตอนเช้าออกไปทำงานเย็นช่วยงานภรรยาและไปรับลูกที่โรงเรียน กินข้าวด้วยกันพร้อมหน้า เราสนิทกันมากขึ้น" นายเอ (นามสมมุติ) กล่าว
 
                      ถึงเวลาแล้ว ที่สังคมไทยต้องสร้างความเข้าใจว่า ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี หรือแม้กระทั่งความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป ทุกคนต้องร่วมกันเป็นหูเป็นตาเพื่อเปิดปรับเปลี่ยนหยุดความรุนแรง อีกทั้งต้องช่วยกันหากพบเจอต้องแจ้งเพื่อควบคุมและลดความสูญเสีย ส่วนรัฐเองต้องจริงใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเสียที
 
 
 
 
--------------------
 
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ชูแนวคิด 'เปิดปรับเปลี่ยน' ช่วยยับยั้งความรุนแรง : โดย...อังคณา อินทสา)
 
 
 
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง