
แพทย์เผยทารกสำลักน้ำคร่ำติดหวัดจากแม่ราชบุรี
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินสายมอบนโยบายอสม. โคราช รับมือการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ในหมู่บ้าน/ชุมชน ลดการเสียชีวิต ซึ่งอสม. เริ่มปฏิบัติการพร้อมกันทั่วไทย 27 กรกฎาคมนี้ จะออกค้นหาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในหมู่บ้าน ทุกวันจันทร์-พุธ-
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม ศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผอ.รพ.จุฬาฯ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์ แพทย์สาขาโรคติดเชื้อ นางสาวสุมล เกษรวนิชวัฒนา หัวหน้าพยาบาลรพ.จุฬาฯ ร่วมกันแถลงความคืบหน้ากรณีสาวท้อง 7 เดือนชาวราชบุรี ที่มีนำหนัก 115 กิโลกรัม แล้วป่วยเป็นไข้หวัด 2009 ก่อนแพทย์รพ.ราชบุรี ช่วยกันผ่าช่วยทารกน้อยออกจากครรภ์ แล้วนำแม่ส่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์ มารักษาตัวด่วนที่รพ.จุฬาฯ โดยทารกน้อยติดเชื้อไข้หวัด 2009 ด้วย ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาเนื่องจากยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ศ.นพ.อดิศร กล่าวว่า จากการที่รับคนไข้ซึ่งเป็นสาวท้อง 7 เดือน น้ำหนัก 115 กิโลกรัม แล้วติดเชื้อไวรัสไข้หวัด 2009 และมีอาการโคม่า เข้ามารักษาต่อ ขณะนี้คนไข้มีอาการปอดอักเสบรุนแรง คณะแพทย์ที่ทำการรักษาต้องดูแลใกล้ชิด โดยมีการใช้เครื่องช่วยหายใจระดับสูง เนื่องจากคนไข้ไม่สามารถหายใจเองได้ และจำเป็นต้องให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางคณะแพทย์ต้องใช้ระยะเวลาในการประเมินอาการอีก 1-2 วัน
"สำหรับการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แปลกมาก และกล่าวได้ว่าอาจเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากเป็นครั้งแรกของประเทศไทยนั้น ทางคณะแพทย์ให้น้ำหนักไปที่อาจมีการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกผ่านทางน้ำคร่ำมากกว่า เพราะปกติเด็กอยู่ในครรภ์ต้องกลืนน้ำคร่ำตลอดเวลา ซึ่งถือว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าติดเชื้อจากกระแสเลือดโดยตรง และจากการตรวจสอบไปที่รพ.ราชบุรี เพื่อสอบถามถึงอาการของเด็ก ก็ทราบว่าขณะนี้เด็กแข็งแรง มีอาการดีขึ้น ส่วนที่ระบุว่าเป็นกรณีแรกที่เกิดขึ้นของโลกนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นกรณีแรกหรือไม่ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีรายงานการพบกรณีนี้จากที่ใด" ศ.นพ.อดิศร กล่าว
ศ.นพ.อดิศร กล่าวด้วยว่า สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ อยากให้ดูแลสุขภาพของตนเองเป็นอย่างดี ล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากอนามัย พักผ่อนให้เพียงพอ หากรู้สึกว่าตัวเองมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะ ตัวร้อน มีอาการไข้ ให้รีบเดินทางเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วนภายใน 48 ชั่วโมง
รมช.สธ. เตรียมพร้อมอสม.โคราชค้นหาผู้ป่วยหวัด
นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปเปิดการรณรงค์รู้ทันเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 และมอบนโยบาย อสม. ในการรับมือการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ในหมู่บ้าน/ชุมชน ลดการเสียชีวิต ที่โรงเรียนชุมชนประทาย อำเภอประทาย หอประชุมอำเภอโนนแดง อำเภอโนนแดง และโรงยิมเนเซียม เทศบาลตำบลโนนสูง อำเภอโนนสูง ซึ่ง อสม.จะออกปฏิบัติงานพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2552 นี้เป็นต้นไป
นายมานิต กล่าวว่า การเดินทางมาในวันนี้ ตอบสนองนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้มอบหมายให้อสม. กว่า 980,000 คนทั่วประเทศและมีประจำทุกหมู่บ้าน เข้ามาเป็นกำลังเสริมในการคัดกรองผู้ป่วยในหมู่บ้าน/ชุมชน โดย อสม. จะออกเยี่ยมบ้านในความรับผิดชอบ 10-15 หลังคาเรือน สัปดาห์ละ 3 วัน ในวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เพื่อค้นหาผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัด โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง ได้แก่ ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด หัวใจ เบาหวาน ไต ผู้ที่อ้วน ผู้สูงอายุมากว่า 65 ปี เด็กเล็กต่ำกว่า 2 ปี หญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น พร้อมทั้งให้คำแนะนำการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ตามคู่มือของกระทรวงสาธารณสุข หากพบผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง จะแนะนำให้ไปพบแพทย์ทันทีพร้อมทั้งแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ส่วน อสม.จะติดตามอาการทุกวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ
นายมานิต กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ขณะนี้ได้แพร่ระบาดกระจายทั่วประเทศ และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการควบคุมการระบาด โดยการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมการป้องกันตนเอง ด้วยการล้างมือบ่อยๆ ใช้หน้ากากอนามัยเมื่อป่วยโรคทางเดินหายใจหรือต้องอยู่ในที่ชุมนุมชน หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และมาตรการการรักษา ต้องรักษาผู้ป่วยอย่างรวดเร็วเพื่อลดการเสียชีวิตให้น้อยที่สุด โดยได้จัดทำคู่มือรักษาพยาบาลสำหรับแพทย์ทั่วประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน เน้นให้การรักษาพยาบาลที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงอาการรุนแรงเมื่อป่วย หรือผู้ที่ป่วยแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง
เนื่องจากพบสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต 2 ประเด็นคือ พบผู้ป่วยกว่าร้อยละ 60 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็นผู้มีปัจจัยเสี่ยงอาการรุนแรงเมื่อป่วย ได้แก่ เด็กเล็กต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง อีกสาเหตุหนึ่งคือ เมื่อป่วยแล้วมาพบแพทย์ช้าเกินไป ทำให้โรคลุกลามไปมากจนไม่สามารถรักษาได้ ดังนั้นนโยบายระดมพลังอสม.ทั่วประเทศ ออกเยี่ยมบ้านเพื่อให้คำแนะนำการป้องกันโรค และค้นหาผู้ป่วยในหมู่บ้านและชุมชนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว ซึ่งหากป่วยจะต้องให้พบแพทย์ทันที มั่นใจว่ามาตรการนี้จะสามารถลดการเสียชีวิตได้ นายมานิต กล่าว



