
"เอแบคโพล"เผยผลสำรวจความนิยม"อภิสิทธิ์-ทักษิณ"บี้กันสูสี
"เอแบคโพล"เผยผลสำรวจความนิยม " อภิสิทธิ์ - ทักษิณ " คะแนนบี้กันสูสีเชือดเฉือดกันแค่ปลายจมูกทุกหัวข้อ "ทักษิณ" โกยคะแนนคนรากหญ้า ภาคเหนือ - อีสาน ทิ้งห่าง ส่วน "นายกฯอภิสิทธิ์" กวาดคะแนนจากวัยรุ่น นักศึกษา คนในเมืองที่มีฐานะดี จากพื้นที่ภาคกลาง ใต้ และกทม
(26 ก.ค.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง สภาวะเศรษฐกิจของสาธารณชน กับแนวโน้มความนิยมต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร: กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี เลย กาฬสินธุ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุดรธานี ขอนแก่น สตูล และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 4,079 ครัวเรือน ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 - 25 กรกฎาคม 2552 งบประมาณของโครงการนี้สนับสนุนโดยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 80 ติดตามข่าวสารผ่านสื่อมวลชนเป็นประจำทุกสัปดาห์
เมื่อถามถึงการเปรียบเทียบรายได้รายจ่ายของประชาชนที่ถูกศึกษา กับช่วงกลางปีที่แล้ว (พ.ศ. 2551) พบว่า ร้อยละ 45.9 ระบุไม่ต่างกัน ในขณะที่ร้อยละ 45.0 ระบุว่า ปีที่แล้วดีกว่าปีนี้ และมีเพียงร้อยละ 9.1 ระบุว่าปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว ที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง คือ เมื่อถามถึงความนิยมชอบของประชาชนที่ถูกศึกษาต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร พบว่า ความนิยมชอบของประชาชนต่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ สูงกว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เล็กน้อย คือ ร้อยละ 34.0 ต่อร้อยละ 32.9 แต่ในทางสถิติถือว่าไม่แตกต่างกัน เพราะมีช่วงความคลาดเคลื่อนจากการกำหนดขนาดตัวอย่าง บวกลบไม่เกิน ร้อยละ 5 ในการสำรวจครั้งนี้ ในขณะที่ร้อยละ 33.1 ไม่ระบุความนิยมต่อนักการเมืองทั้งสองนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบแนวโน้มความนิยมตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบันในระบบฐานข้อมูลโพลล์การเมืองของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ พบว่า แนวโน้มความนิยมของสาธารณชนต่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 23.6 ในเดือนมีนาคม 2552 มาอยู่ที่ร้อยละ 34.0 ในการสำรวจครั้งล่าสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ความนิยมของสาธารณชนต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลดลงจากร้อยละ 50.6 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 32.9
เมื่อจำแนกกลุ่มประชาชนที่ถูกศึกษาออกตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ พบประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ชายมีสัดส่วนของคนที่นิยมชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ร้อยละ 36.7 ซึ่งมากกว่ากลุ่มผู้ชายที่นิยมชอบนายอภิสิทธิ์ เล็กน้อยที่มีอยู่ร้อยละ 31.7 ในขณะที่กลุ่มผู้หญิงนิยมชอบนายอภิสิทธิ์ ร้อยละ 33.9 ซึ่งมากกว่ากลุ่มผู้หญิงที่นิยมชอบพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ อยู่เล็กน้อยที่ร้อยละ 31.6
เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่าพ.ต.ท.ทักษิณ มีความนิยมชอบจากประชาชนในทุกกลุ่มอายุมากกว่านายอภิสิทธิ์ เล็กน้อย ยกเว้นในกลุ่มช่วงอายุระหว่าง 30 - 39 ปีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ร้อยละ 33.2 แต่นายอภิสิทธิ์ ได้ร้อยละ 33.5 ซึ่งถือว่าไม่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา ซึ่งพบว่า ผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.5 นิยมชอบนายอภิสิทธิ์ ในขณะที่ร้อยละ 21.9 นิยมชอบพ.ต.ท.ทักษิณ เช่นเดียวกับกลุ่มประชาชนที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีร้อยละ 39.0 นิยมชอบนายอภิสิทธิ์ ในขณะที่ร้อยละ 32.7 นิยมชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ในทางกลับกัน ในกลุ่มคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีนิยมชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ร้อยละ 34.6 ซึ่งมากกว่า นายอภิสิทธิ์ ที่มีอยู่ร้อยละ 30.9 อย่างไรก็ตาม เมื่อกลุ่มประชากรทั้งหมดของประเทศส่วนน้อยมีการศึกษาระดับปริญญาตรี ขึ้นไปจึงทำให้คะแนน ความนิยมชอบของประชาชนต่อนายอภิสิทธิ์ ไม่มากไปกว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ที่ได้รับความนิยมชอบมากในกลุ่มคนที่มีการศึกษา ต่ำกว่าปริญญาตรี
นอกจากนี้ เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับความนิยมชอบจากประชาชนมากกว่า นายอภิสิทธิ์เล็กน้อย ในกลุ่มอาชีพ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจร้อยละ 38.7 ต่อร้อยละ 32.8 พนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 35.9 ต่อร้อยละ 32.2 เกษตรกร รับจ้างแรงงานทั่วไปร้อยละ 36.6 ต่อร้อยละ 27.5 และกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้าน เกษียณอายุร้อยละ 38.0 ต่อร้อยละ 27.3 ในขณะที่นายอภิสิทธ์ ได้รับความนิยมชอบจากประชาชนมากกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ในกลุ่มอาชีพค้าขายร้อยละ 41.3 ต่อร้อยละ 30.1 กลุ่มนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 31.0 ต่อร้อยละ 25.9 และกลุ่มว่างงาน ไม่มีอาชีพร้อยละ 33.3 ต่อร้อยละ 30.0 ตามลำดับ
แต่ถ้าพิจารณาในกลุ่มประชาชนตามระดับรายได้ พบว่า ผู้ที่มีรายได้น้อยไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 36.3 นิยมชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมากกว่านายอภิสิทธิ์ ที่มีอยู่ร้อยละ 27.9 อย่างไรก็ตาม ยิ่งประชาชนมีระดับรายได้เพิ่มขึ้น ยิ่งมีสัดส่วนของผู้ที่นิยมชอบนายอภิสิทธิ์ เพิ่มสูงขึ้นในการสำรวจครั้งนี้ คือร้อยละ 35.2 ในกลุ่ม 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 36.0 ในกลุ่ม 10,001 - 15,000 บาท ร้อยละ 36.3 ในกลุ่ม 15,001 - 20,000 บาท และร้อยละ 49.0 ในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 20,000 บาทขึ้นไปที่นิยมชอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นอกจากนี้ เมื่อจำแนกประชาชนที่ถูกศึกษาตามภูมิภาค พบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังได้รับความนิยมชอบมากกว่า นายอภิสิทธิ์ ในภาคเหนือร้อยละ 32.9 ต่อร้อยละ 28.8 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 44.5 นิยมชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ร้อยละ 18.4 นิยมชอบนายอภิสิทธิ์ แต่ในภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร ผลสำรวจพบ ประชาชนนิยมชอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมากกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือร้อยละ 36.5 ต่อร้อยละ 32.9 ในภาคกลาง ร้อยละ 66.3 ต่อร้อยละ 8.0 ในภาคใต้ และร้อยละ 41.4 ต่อร้อยละ 36.2 ในกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ
ผ.อ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า แนวโน้มความนิยมชอบของประชาชนต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ความนิยมชอบของประชาชนต่อนายอภิสิทธิ์ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในทางสถิติโดยภาพรวมของฐานสนับสนุนจากสาธารณชนต่อนักการเมืองทั้งสองนี้ไม่แตกต่างกันในการสำรวจครั้งนี้ สำหรับปัจจัยที่น่าพิจารณามีอย่างน้อยสี่ประการ ได้แก่อ ประการแรก ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะระดับรากฐานของสังคมไทยยังคงอยู่ในความยากลำบากเดือดร้อน ประการที่สอง รัฐบาลอาจมีข้อจำกัดด้านบริหารจัดการที่ไม่ทันใจ ไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นมืออาชีพ และข่าวความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ประการที่สาม ฝ่ายการเมืองน่าจะมีวิธีทำให้สาธารณชนรับทราบผลการดำเนินงานแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างกว้างขวางมากกว่านี้ ประการที่สี่ แกนนำรัฐบาลบางส่วนกำลังมุ่งเน้นโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ มากเกินไป จึงเข้าทางที่ว่า ยิ่งตียิ่งได้รับความเห็นใจจากสาธารณชนมากขึ้น
ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์เพื่อเห็นแก่ประชาชนที่กำลังยากลำบากและเดือดร้อนในชีวิตประจำวันอยู่ขณะนี้ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองจะเป็นการซ้ำเติมทุกข์ของประชาชนให้มากขึ้นไปอีก



