Kom Lifestyle

ชวนเที่ยว : ล่อง 'ปากพนัง'

ชวนเที่ยว : ล่อง 'ปากพนัง'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ชวนเที่ยว : ล่อง 'ปากพนัง' : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์

 
                      เรือลำใหญ่ แล่นไปตามลำน้ำ ผ่านแจกันยักษ์อายุนับร้อยปี ผ่านกระต็อบหลังเล็กๆ ที่กำลังยกยอ อยู่ริมฝั่ง  ลอดใต้สะพานรถข้าม  เห็นประตูระบายน้ำอยู่ในรัศมีไม่ไกลกัน  ผ่านสู่ช่วงตลาดจอแจ มีตึกสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำ เรือเดินทะเลขนาดใหญ่ ไปจนถึงเรือประมงขนาดเล็ก สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมจนเป็น “เมืองปากพนัง”  ในวิถีของตัวเอง  
                               
                      ปากพนังเป็นเมืองชายทะเล  อยู่ตอนใต้ของ อ.เมืองนครศรีธรรมราช สมัยก่อนมีชื่อว่า อ.เบี้ยซัด หมายถึง สถานที่ที่คลื่นซัดเอาหอยเบี้ยจากทะเลเข้าสู่หาด ซึ่งสมัยโบราณใช้หอยเบี้ยเป็นเงินตราแลกเปลี่ยนสินค้า จนกระทั่ง 22 มีนาคม พ.ศ.2445 ได้มีพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนชื่อ อ.เบี้ยซัด เป็น อ.ปากพนัง     
 
                      เมื่อก่อนปากพนังเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญ เพราะสภาพภูมิประเทศเป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล และมีอ่าวภายในบริเวณปากแม่น้ำปากพนัง เหมาะแก่การเดินเรือและการกระจายสินค้าต่อไปยังหัวเมืองสำคัญอื่นๆ เรือสำเภาจีนและเรือสินค้าขนาดใหญ่เข้ามาเทียบท่าได้ง่าย ก่อนกระจายสินค้าไปเมืองอื่น   
 
                      แต่เหตุการณ์ที่ทำให้คนรู้จักปากพนังมากขึ้น และรู้ว่าเป็นที่ตั้งของแหลมตะลุมพุก ก็คือ เหตุการณ์มหันตภัย พายุโซนร้อนแฮเรียต พัดขึ้นฝั่ง กวาดเอาหมู่บ้านที่อยู่ปลายแหลมตะลุมพุกหายไปในพริบตาเมื่อ 25-26 ตุลาคม 2505                        
 
                      ปากพนังวันนี้ดูจะสงบเงียบ อาจจะด้วยรูปแบบการเดินทาง การขนส่งสินค้าที่เปลี่ยนไป  แต่กระนั้นเมืองนี้ก็ยังมีเศรษฐกิจสะพัด จากการเขามาอาศัยอยู่ของ “นกนางแอ่น”             
 
                      และจากที่นกมาอาศัยชายคาบ้านคน กลายเป็นคนต้องสร้างบ้านหรือคอนโดให้นกอยู่ แถมเป็นคอนโดขนาดใหญ่โต กลายเป็นแลนด์มาร์คริมน้ำสองฝั่งกลางเมืองเลยทีเดียว    
 
                      เนื่องจากสภาพพื้นที่ของ อ.ปากพนัง เมืองริมน้ำ อยู่ใกล้แม่น้ำและทะเล มีป่าชายเลนและสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งกำเนิดของแมลงตัวเล็ก อาหารสำคัญของนกนางแอ่น  จึงทำให้นกชนิดนี้เข้ามาอาศัยตั้งถิ่นฐานและหากินอยู่เป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่ปี 2486 เริ่มมีนกชนิดนี้เข้ามาแถบแม่น้ำปากพนัง อาศัยชายคาบ้านไม้ 2 ชั้นริมน้ำ ต่อมากระจายตัวไปตามตึกชิโนโปรตุกีส ในละแวกใกล้เคียง แม้กระทั่งอุโมงค์ใต้อุโบสถวัดคงคาสวัสดิ์ ก็ยังเจอนกนางแอ่น จนกลายเป็นพบเห็นได้ทั่วไป    
 
                      จากที่เจ้าของบ้านแบ่งบ้าน แบ่งตึกให้นกอยู่ ทำให้มีนกเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้นๆ จึงลงทุนสร้างเป็นคอนโดสูงให้นกอยู่กันอย่างแพร่หลาย เพราะบ้านหลังไหนมีนกนางแอ่นเข้ามาอยู่ก็กลายเป็นเศรษฐีย่อยๆ เลยทีเดียว เพราะทุกวันนี้รังนกนางแอ่นในปากพนัง ถ้าเป็นรังดิบๆ ที่เก็บจากแหล่งจะซื้อ-ขายกันกิโลกรัมละ 5-7 หมื่นบาท เข้าไปแล้ว น้องๆ ของทองคำเลยทีเดียว       
 
                      จนปัจจุบัน เมืองปากพนังได้ชื่อว่ามีบ้านนก หรือคอนโดนกมากที่สุด โดยมากกว่า 250 หลัง แต่ละหลังสูงไม่เกิน 7 ชั้น บางหลังปลูกสร้างอย่างสวยงาม บางหลังก็สร้างแล้วแบ่งกันอยู่ นกอยู่ชั้น คนอยู่ชั้นล่าง กระทั่งกลายเป็นจุดสนใจดึงดูนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชม ดูงานกันเป็นประจำ    
 
                      ยิ่งได้มีโอกาสล่องเรือในแม่น้ำปากพนังด้วยแล้ว จะมองเห็นบ้านนก คอนโดนกเด่นชัด เพราะแต่ละหลังเป็นตึกใหญ่โต แต่ไม่มีหน้าต่าง นี่ถ้าเข้าไปดูข้างในคงจะเห็นด้วยว่า ไม่มีกระทั่งเฟอร์นิเจอร์ใดๆ มีแค่ช่องให้นกเข้าออก และแผ่นไม้พาดให้นกทำรัง แค่ห้องขนาด 4x4 ก็เก็บรังดิบๆ ได้ร่วม 3 กิโลกรัม  เรียกว่าเก็บกันที มีเงินเป็นแสน    
 
                      ระหว่างล่องเรือ ยังเห็นผู้คนข้ามฟากไปมาสองฝั่งน้ำด้วยเรือ สนนราคาค่าเรือนั้นถูกแสนถูก เพราะเก็บกันคนละบาทเดียว  นี่แหละที่เรียกว่าขนส่งมวลชนโดยแท้จริง (ส่วนเรือที่เราเช่ามาล่องชมแม่น้ำเป็นธุรกิจ เอามาเทียบกันคงไม่ได้)      
 
                      การล่องเรือชมวิถีสองฝั่งแม่น้ำ ทำให้เรากลับไปสู่ความอ้อยอิ่ง ใช้ชีวิตนิ่งๆ ให้เรือพาผ่านคุ้งน้ำ ลึกขึ้นไปด้านบน(จากตลาด) ดูชาวบ้านริมฝั่ง บางหลังก็กำลังลงยอ  สองผัวเมียออกเรือไปลงแหอวนในแม่น้ำ ผ่านโรงสีที่ปัจจุบันกลายเป็นแจกันยักษ์อายุนับร้อยปี เหตุเพราะมีต้นไม้ไปขึ้นที่ปากปล่องนั่นเอง เมื่อก่อนมีโรงสีถึง 9 แห่ง แต่ปัจจุบันกลายเป็นปล้องร้างไปเสียแล้ว แต่นั่นก็บ่องบอกว่า ในอดีตที่นี่รุ่งเรือง คึกคักขนาดไหน  ซึ่งรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรแถบนี้ ยังทรงจารึกถึงความรุ่งเรืองที่ว่านี้      
 
                      มาถึงปากพนัง อย่าพลาดแวะเที่ยวตลาดร้อยปี ริมน้ำปากพนังฝั่งตะวันออก เป็นตลาดเก่าแก่ของชุมชนปากพนัง ที่อยู่อาศัยมาเป็นเวลานาน นอกจากเที่ยวชมบรรยากาศริมน้ำแล้ว ยังช็อปอาหารทะเลสดๆ หรือแปรรูป ที่ขึ้นชื่อได้แก่ ปลากระบอกแปรรูป ไข่ปลากระบอก        
 
                      คอขนมจีน ต้องไม่พลาด เพราะที่ปากพนังมีร้านขนมจีนขึ้นชื่อไม่ต่ำกว่า 10 ร้าน ตั้งแต่ร้านขนาดใหญ่ ไปถึงร้านขนาดเล็กตั้งริมฟุตบาท มีตั้งแต่ขนมจีนหน้าเรือนจำ ไปถึงร้านในตลาดร้อยปี  หรือกระทั่งข้างวัด  สนนราคาขายกันตั้งแต่ 15-20 บาท ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำแกงที่คิดค้นสูตรขึ้นมาเองประจำร้าน ที่ชอบมากๆ เห็นจะเป็นสารพัดผักที่นำมาเป็นเครื่องเคียง ทั้งผักตลาดและริมรั้วใส่มาให้เป็นถาดๆ เลยทีเดียว นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของขนมจีนเมืองนครเลยก็ว่าได้                        
 
                      นอกจากตลาดแล้ว วัดวาอารามเมืองปากพนังก็มีหลายแห่งทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำ แต่ละวัดมีความเก่าแก่อายุนับร้อยปี อย่างวัดรามประดิษฐ์ ที่มีโบสถ์หลังเก่าสวยงามคู่อยู่กับโบสถ์หลังใหม่  ที่เชื่อว่าสร้างเมื่อปี 2421 หรือวัดสระแก้ว ที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ จากคำบอกเล่าต่อๆ กันมา ก็น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 300 ปี   
 
                      ปากพนัง เมืองที่คนมาไม่ถึงหรือผ่านไป กลับมีหลายสิ่งหลายอย่างชวนให้มาละเลียด มากกว่าจะผ่านเลยไปจริงๆ 
 
 
ชวนเที่ยว : ล่อง 'ปากพนัง'
 
 
--------------------
 
                      สนใจล่องเรือชมแม่น้ำปากพนัง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลเมืองปากพนัง 0-7551-7058}0-7551-7266, 0-7551-7630 (เวลาราชการ)  หรือบริษัท ส.ภักดี  0-7534-4171
 
--------------------
 
 
โครงการพระราชดำริ ลุ่มน้ำปากพนัง
 
 
                      จากบ่อกุ้งร้าง เป็นป่าจาก สร้างป่าชายเลนกั้นคลื่นลมและยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเล็กๆ ก่อนเติบใหญ่มาเป็นอาหารของพวกเรา  
 
                      ปากพนังที่เคยรุ่งเรือง มีคนพลิกฟื้นผืนดินทำบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ พอเจ๊งก็ทิ้งร้างไร้ประโยชน์รวมแล้วกว่า 2,000 ไร่ ดินกลายเป็นดินเค็ม บางแห่งก็ดินเปรี้ยว แล้วยังมีปัญหาเรื่องน้ำที่มีทั้งเค็ม น้ำกร่อย แต่น้ำจืดยังขาดแคลน ทั้งที่เมื่อก่อนปากพนังมีพื้นที่ทำนามากกว่า 5 แสนไร่ ด้วยเหตุนี้ ในหลวง จึงมีพระราชดำริในการแก้ปัญหา และรัฐบาลอนุมัติเปิดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังขึ้น ในปี 2538       
 
                      สิ่งสำคัญคือการจัดการน้ำทั้งระบบ กระทั่งมีประตูระบายน้ำปากพนังขึ้น ก่อนจะได้รับพระราชทานชื่อเป็น ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์  ที่มีคลองระบายน้ำ 4 สาย อาคารบังคับน้ำที่ช่วยระบายน้ำหลากออกสู่ทะเลโดยเร็ว และจัดการน้ำเปรี้ยว ควบคู่กับการพัฒนาระบบชลประทาน ทำให้สามารถแยกน้ำจืด น้ำเค็ม ลดปัญหาการขัดแย้งเรื่องน้ำของเกษตรกร  และแก้ปัญหาระบบนิเวศแล้ว             
 
                      ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ อาคารสูงเรียงรายกั้นแม่น้ำปากพนัง ยังมีบริเวณใกบ้กับเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ให้ชาวบ้านมาพักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย   
 
                      (โครงการพระราชดำริ ลุ่มน้ำปากพนัง ต.หูล่อง อ.ปากพนัง โทร.0-7541-6127)
 
 
--------------------
 
(ชวนเที่ยว : ล่อง 'ปากพนัง' : เรื่อง / ภาพ ... นพพร  วิจิตร์วงษ์)
 
 
 
 
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง