Kom Lifestyle

เด็กหญิงป.5จะได้รับ'วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก'ทุกคน

เด็กหญิงป.5จะได้รับ'วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก'ทุกคน
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ปี2560เด็กหญิงป.5จะได้รับ'วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก'ทุกคน

            ปัญหาระบาดวิทยาด้านสุขภาวะของแม่และเด็ก เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยปัญหาหนึ่ง สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เสนอเร่งพิจารณาความเหมาะสมการใช้วัคซีนใหม่ๆ ในสาธารณสุข ในการประชุมวิชาการระบาดวิทยานานาชาติระดับภูมิภาคเอเชีย เพื่อมิให้เกิดการสูญเสียโอกาสการป้องกันโรคของประชาชน เพราะสิทธิประโยชน์สำหรับการได้รับวัคซีนจะเกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้รับวัคซีนโดยตรงและประโยชน์โดยอ้อมต่อผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ที่จะเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 2560

              ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยมีแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมากว่า 30 ปี เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคแก่ประชากรในภาวะปกติ โดยใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือ ปัจจุบันวัคซีนที่อยู่ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เป็นวัคซีนป้องกันโรคสำคัญติดต่อที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุข หรือโรคที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงอันตราย ทั้งหมด 11 โรค และจะมีการพิจารณาวัคซีนใหม่ที่มีความปลอดภัย คุ้มทุน สามารถลดปัญหาสุขภาพของประชาชนได้ในระดับกว้าง มีจำนวนวัคซีนเพียงพอ มีงบสนับสนุนการจัดซื้อวัคซีน และเมื่อนำมาใช้จะต้องมีระบบการจัดการที่ทำให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย มีการยอมรับและสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเท่าเทียมกัน

              “ขอยกตัวอย่าง วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือวัคซีน เอชพีวี ที่สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้รับผิดชอบงบประมาณ จะประกาศใช้วัคซีนชนิดนี้ทั่วประเทศในปี 2560 ตามคำแนะนำของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ นับเป็นวัคซีนที่มีความคุ้มทุน เพราะมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคสำคัญทางสาธารณสุข เนื่องจากมีความรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมทั้งการป้องกันวิธีอื่นไม่ค่อยได้ผล แต่ยังจำเป็นต้องมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) ควบคู่กับการฉีดวัคซีน เพราะปัจจุบันวัคซีนอาจยังไม่ครอบคลุมเชื้อเอชพีวีทุกสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้” ดร.นพ.จรุง กล่าว

            อย่างไรก็ตาม การนำวัคซีนมาใช้ในแผน ต้องมีกระบวนการพิจารณาที่โปร่งใส ต้องเร่งพิจารณาความเหมาะสมในเชิงสาธารณสุขโดยด่วน เพราะถ้าช้า อาจทำให้สูญเสียโอกาสการป้องกันโรคของประชาชน เพราะประโยชน์ของการรับวัคซีน จะเกิดทั้งต่อผู้รับวัคซีนโดยตรง และการคุ้มครองสังคม ที่เรียกกันว่า ภูมิคุ้มกันชุมชน ซึ่งเป็นประโยชน์โดยอ้อมต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น การรับวัคซีนทำให้ช่วยลดการแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิด และคนในสังคมในวงกว้าง

            ด้าน ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบในอันดับต้นๆ ของผู้หญิงไทย และมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 8,000 คน มีผู้ป่วยเสียชีวิตปีละประมาณ 4,000 คน เฉลี่ยอายุของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกอยู่ที่ 30-60 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีคุณภาพของสังคม ถือเป็นอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงที่เป็นโรคนี้ค่อนข้างสูง ทั้งๆ ที่มีการส่งเสริมการตรวจแป๊ปสเมียร์อย่างกว้างขวางก็ตาม เพราะฉะนั้น ถ้าหากประเทศไทยสามารถทำให้เด็กผู้หญิงทุกคนในเจเนอเรชั่นใหม่ ช่วงอายุ 9-15 ปี ได้รับวัคซีนป้องกัน ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ พร้อมไปกับการตรวจคัดกรองที่ปฏิบัติอยู่ จะทำให้ผู้หญิงไทยรุ่นต่อไป ไม่ต้องเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก และอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงจากโรคมะเร็งปากมดลูก ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ทุกปีด้วย

              "มะเร็งปากมดลูก ติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งผู้หญิงอาจจะไม่รู้ตัวว่าได้รับเชื้อมาแล้ว วัคซีนเอชพีวี สามารถเริ่มให้ได้ตั้งแต่อายุ 9-15 ปี ถ้าเทียบกับอายุเด็กหญิงไทย เท่ากับกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.5 ซึ่งถือเป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการได้รับวัคซีน เพราะเป็นวัยที่ยังไม่ค่อยเรียนรู้เรื่องเพศมากนัก ถ้าขึ้น ป.6 ก็อาจจะเริ่มมีแฟน พอเข้า ม.1 เปลี่ยนโรงเรียนใหม่ มีเพื่อนใหม่ มีเพื่อนผู้ชายใหม่ มีการคบหาเป็นแฟนกับเพื่อนชาย พอขึ้น ม.2 เทอมแรก ก็เริ่มให้ความสำคัญเพื่อนชายคนพิเศษมากขึ้น พอ ม.2 เทอมสอง เป็นช่วงที่มีอัตราการมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้น จากการสำรวจความเป็นไปได้ พบว่า ในช่วงเทอมสองมีช่วงเวลาเป็นใจในการมีเพศสัมพันธ์อยู่ 2 ช่วง คือ ลอยกระทง กับวาเลนไทน์ ซึ่งเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์มาก หากมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุยังน้อย โอกาสเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกก็มีมากขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งทางภาครัฐและเอกชนจะให้ความสำคัญกับโรคมะเร็งปากมดลูก และช่วยให้ผู้หญิงไทยทุกคนได้รับวัคซีนเอชพีในการป้องกันโรคนี้ด้วย” ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าว

            ปัญหาสำคัญของสุขภาวะของแม่และเด็ก ถือเป็นประเด็นสำคัญใน การประชุมวิชาการระบาดวิทยานานาชาติระดับภูมิเอเชีย ที่จัดโดย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ องค์กรระบาดวิทยานานาชาติ (IEA) องค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ องค์กร JWF กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ประชุมได้นำเสนอปัญหา และทางออกด้านระบาดวิทยาทุกเรื่องที่กำลังส่งผลกระทบในครอบครัวและเด็กในระดับโลก เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการสู่สังคมที่จะนำไปสู่การแสวงหาทางออกของประเทศในด้านสุขภาวะแม่และเด็ก ในยุคเทคโนโลยี รวมถึงการได้รับวัคซีนเอชพีวีของผู้หญิง

            รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปีนี้ เป็นปีสิ้นสุดของการดำเนินการตามเป้าหมายแห่งสหัสวรรษ และกำลังจะเริ่มต้นสู่การขับเคลื่อนตามเป้าหมายแห่งความยั่งยืน การจัดประชุมเกี่ยวกับแม่และเด็ก ซึ่งแม้เป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด แต่มีความหมายมากที่สุด เพราะเป็นหน่วยที่สร้างคน จึงถือว่าสำคัญ และมีความหมายอย่างยิ่ง ที่ประชุมจะมีการนำกระบวนการสุขภาวะแม่และเด็กทั้งภูมิภาคมาวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรและจะนำไปสู่แนวคิดประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้น ทั้งด้านระบาดวิทยาในแม่และเด็ก โรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคแห่งเทคโนโลยีไซเบอร์เวิลด์ ภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อมนุษยชาติ เวทีนี้จึงมีความสำคัญมาก

              "ปัจจุบันประมาณ 1 ใน 3 ของเด็กทั่วโลก กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาวะทางจิตใจ ซึ่งเราทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหา คาดหวังว่า ภายหลังการประชุมครั้งนี้ จะทำให้เกิดภาคีเครือข่ายที่มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัย และผลการประชุมจะนำมาสู่การนำเสนอเพื่อขับเคลื่อนสังคม และนโยบายทางด้านเด็กและครอบครัว ในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศได้"

            

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง