Kom Lifestyle

ความหมายจากภาพที่มองไม่เห็น

ความหมายจากภาพที่มองไม่เห็น
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ศิลปวัฒนธรรม : ความหมายจากภาพที่มองไม่เห็น

 
      หากลองปิดตาในสถานที่แปลกใหม่ แล้วหยิบกล้องถ่ายขึ้นมาถ่ายภาพวิว สิ่งของ และผู้คนตามปกติ เราจะได้รับรู้อะไรบ้าง? ความท้าทายนี้เกิดขึ้นหลังจากได้เข้าชมนิทรรศการ “9 เปิดตา เปิดใจ ให้โอกาส ผลงานการถ่ายภาพของนักเรียนในโลกมืด” อันมีนัยบอกเล่าถึงสิ่งที่เหนือกว่าการมองเห็นได้อย่างซาบซึ้งใจ ในหัวข้อ “รูปที่มีทุกบ้าน” โดยการสนับสนุนของแคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) ผ่านฝีมือลั่นชัตเตอร์ของน้องๆ นักเรียนตาบอดทั่วประเทศ ตอกย้ำผู้เข้าชมให้เข้าใจว่าความไม่เพียบพร้อมของสรีระร่างกายไม่ได้ทำให้คนคนนั้นด้อยค่า เพราะะด้วยใจที่สมบูรณ์ข้างในนั้นสามารถสร้างสรรค์ความงาม รอยยิ้ม และความหมายของชีวิต ให้กับคนปกติได้อย่างเหลือเชื่อ
 
      ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่อยู่ภายในรูปถ่ายบ้านเรือนและผู้คนที่ยิ้มให้กล้องอย่างปลื้มปิติ ส่วนหนึ่งมาจากความสุขที่ได้เล่าเรื่องของพ่อหลวง แม่หลวงของปวงชนชาวไทยให้เด็กๆ ผู้พิการทางสายตาได้ฟัง เพราะเด็กกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสได้เห็นพระพักตร์และรับรู้เรื่องราวพระราชกรณียกิจมากเหมือนเด็กปกติทั่วไป อีกส่วนหนึ่งมาจากความสุขที่ได้เห็นน้องๆ คนตาบอดหยิบกล้องถ่ายรูปให้เป็นการตอบแทนถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้สึกต่อช่างภาพและผู้ถูกถ่ายรูปในอีกรูปแบบหนึ่ง
 
      “อาจารย์ฉุน” นพดล ปัญญาวุฒิไกร ประธานกลุ่มถ่ายภาพเพื่อการแบ่งปัน PICT4ALL.com กล่าวถึงที่มาของโครงการครั้งนี้ว่า เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากโครงการหัวใจถ่ายภาพ ที่รวบรวมอาสาสมัครมาสอนเด็กผู้พิการทางสายตาถ่ายรูปตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 เป็นการให้โอกาสที่ก้าวข้ามขีดจำกัด เสริมทักษะการเรียนรู้และปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้แก่เยาวชนผู้พิการทางสายตา เตรียมความพร้อมสู่การเข้าสังคมในอนาคต
 
      “ในปีการศึกษานี้คณะครูอาสา หัวใจถ่ายภาพ เห็นตรงกันว่า ต้นแบบที่ยิ่งใหญ่ของความดีงามในสังคมคือในหลวงของเรา  เด็กๆ รุ่นใหม่รู้ว่าคนไทยรักพระเจ้าอยู่หัว แต่เขาอาจยังไม่รู้ว่าทำไมต้องรัก พระองค์ท่านทำอะไรให้ปวงชนชาวไทยบ้าง เราจึงอยากให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องราวของในหลวงผ่านคำบอกเล่าจะผู้คนในชุมชนใกล้โรงเรียนโดยใช้การถ่ายภาพเป็นเครื่องมือ โดยมีครูอาสานำน้องๆ ลงพื้นที่ไปตามบ้านและร้านค้าต่างๆ สอบถามว่ามีรูปในหลวงและราชินีที่บ้านหรือไม่ ทำไมถึงต้องมีรูปของทั้งสองพระองค์ที่บ้าน เด็กๆ ก็จะได้ฟังเรื่องราวความประทับใจในพระจริยวัตร พระราชกรณียกิจต่างๆ ผ่านผู้ใหญ่ในชุมชน บางบ้านก็มีประสบการณ์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโดยตรง เขาจะได้ฟังและรู้สึกภูมิใจด้วยตัวเขาเอง หลังจากนั้นเด็กๆ ก็ขอถ่ายรูปเจ้าของบ้านกับพระบรมฉายาลักษณ์เป็นการตอบแทน เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กันและกันระหว่างผู้พิการทางสายตาและคนในชุมชน นอกจากนี้เราอาศัยการถ่ายภาพเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเพราะตอนนี้จากเขียนข้อความสั้นๆ หลังรูป กลายเป็นข้อความครึ่งหน้ากระดาษ หนึ่งหน้ากระดาษ ขยายจนเป็นนิยาย นวนิยาย บางคนเอารูปที่ถ่ายมาทั้งวันมาร้อยเรียงและแต่งเป็นละครเวทีในที่สุด” อาจารย์ฉุนเล่าถึงที่มาและผลต่อยอดการเรียนรู้จากภาพถ่าย
 
      สำหรับหลักสูตรการสอนถ่ายภาพสำหรับคนตาบอดนั้น ใช้การกำหนดค่าทางวิทยศาสตร์ และคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยด้วย เช่น ใช้หากเลนส์กล้อง 28 มม. ถ่ายรูป 5 คน ต้องจับคนตรงกลางแล้วถอยหลังมาประมาณ 7-8 ก้าว ก็จะเก็บภาพคนได้ทั้งหมด ในกรณีวัตถุอยู่มุมสูงไม่สามารถเอื้อมถึง ครูอาสาก็จะบอกและตบมือในส่วนพื้นที่ว่าง เด็กๆ ก็จะรู้ระยะการกระทบของเสียงพร้อมแหงนกล้องขึ้นและถอยหลังวัตถุด้านบนได้แม่นย้ำ ส่วนทิศทางแสงที่ผู้พิการทางสายตาจะกำหนดได้จากความร้อนที่กระทบร่างกายแต่ละด้านโดยเฉลี่ยแล้วเด็กๆ จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ก็สามารถเรียนรู้หลักสูตรทั้งหมด และสามารถถ่ายภาพได้ในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องปกติ
 
      ภาพรอยยิ้มชื่นชมของเจ้าบ้านพร้อมภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบนห้องทำงาน ถูกบันทึกโดย ภาขวัญ จันทร์แก้ว นักเรียนจากโรงเรียนสอนคนตาบอด กรุงเทพ ที่เล่าให้ฟังว่าผู้หญิงในภาพนั้นบอกว่าในหลวงทรงทำให้คนไทยมีความสุข ซึ่งทำให้ตัวเองอยากเห็นในหลวงสักครั้ง และรู้สึกดีใจที่ได้ถ่ายรูปให้ รวมถึงมีโอกาสได้ถ่ายรูปครอบครัวของตัวเองด้วย เพราะเดี๋ยวนี้เวลาไปเที่ยวก็จะเอากล้องไปตลอดโดยแม่จะเป็นคนบอกเล่าว่าอยู่ที่ไหน บรรยากาศเป็นอย่างไร ชอบตรงไหนก็จะถ่ายรูปเก็บเอาไว้ทันทีเป็นความทรงจำ
 
      ส่วนความประทับใจของ “น้องอู๊ด” อำนาจ ศรีสังข์  นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ยิ้มบอกว่าได้ลองจับกล้องจึงเข้าใจว่าการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือบันทึกความรู้สึกประทับใจ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
 
      “พอถามว่าทำไมถึงมีรูปของในหลวงที่นี่ ผู้หญิงที่นั่งเย็บผ้าอยู่ในรูปก็บอกผมว่าเพราะพระองค์ท่านมีพระคุณกับคนไทยมาก ทรงไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยที่จะส่งเสริมให้คนไทยทุกคนมีอนาคตที่ดี  ทำงานหนักจนมีเหงื่อทรงก็ไม่เคยบ่น พอได้ฟังแล้วรู้สึกมีแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นเช่นกันทั้งด้านการเรียน และเรื่องดนตรีที่ผมชอบ” เจ้าตัวยิ้มตอบด้วยความภูมิใจ
 
      ร่วมรับชมแล้วยิ้มไปกับความสวยงามพร้อมเรื่องราวน่าประทับใจ ในนิทรรศการ “9 เปิดตา เปิดใจ ให้โอกาส ผลงานการถ่ายภาพของนักเรียนในโลกมืด” ได้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคมนี้บริเวณพื้นที่รอบชั้น 3-4  หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ  เวลา 10.00- 21.00 น. เป็นต้นไป
 
 
 
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง