ไลฟ์สไตล์

อภ.สำรองยาแก้หวัด09เพิ่มอีก 40 ล้านเม็ด

อภ.สำรองยาแก้หวัด09เพิ่มอีก 40 ล้านเม็ด

25 ก.ค. 2552

อภ.สำรองยาแก้หวัด 2009 เพิ่มอีก 40 ล้านเม็ด ยันอายุยา-วัตถุดิบไม่มีปัญหา พร้อมสั่งเพิ่มยาซานามีเวียร์ สำหรับผู้ป่วยดื้อยา 50,000 ชุด ด้านกรมควบคุมโรค เผย ส่งยาสำรองในรพ.ทั่วประเทศ 2 ล้านเม็ด เชื่อสั่งจ่ายไม่ถึงแสนเม็ด ขณะนี้“หมอประเสริฐ” ยังเชื้อไม่ติดจาก

 (25ก.ค.) นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ. ) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด อภ. มีมติให้สำรองยาโอเซลทามีเวียร์เพิ่ม 40 ล้านเม็ด จากเดิมทั้งในส่วนของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ อภ. ได้มีการสำรองยา 5 ล้านเม็ด สำหรับผู้ป่วย 500,000 ราย แต่ต่อมามีจำนวนการจ่ายยามากขึ้น จึงได้มีการสำรองและผลิตเพิ่มอีก 10 ล้านเม็ด แต่จากข้อมูลที่ได้หารือกับหลายฝ่าย ทั้งในส่วนกระทรวงสาธารณสุข นักวิชาการ เกี่ยวกับการแพร่ระราดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จึงเห็นตรงกันว่า ควรจะมีการสำรองยาเพิ่มมากขึ้นอีก เนื่องจากขณะนี้ในสถานพยาบาลมีการจ่ายยาให้ผู้ป่วยมากขึ้น และเป็นที่ต้องการของโรงพยาบาล อีกทั้งเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนยาซึ่งจะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยได้
 
 นพ.วิชัย กล่าวว่า ในการพิจารณาสำรองการผลิตยาโอเซลทามีเวียร์นั้น เบื้องต้นเห็นว่า ควรสำรองเพิ่มอีก 10 ล้านเม็ด แต่เนื่องจากเกรงปัญหาการสั่งซื้อวัตถุดิบที่เป็นสารสกัดตั้งต้นในการผลิต และคาดว่าในระยะยาววัตถุดิบเหล่านี้จะมีราคาพุ่งสูง และขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทาง อภ. จึงเห็นควรให้มีการสั่งซื้อเพื่อสำรองการผลิตยา 40 ล้านเม็ด เพื่อประโยชน์หลายอย่าง และไม่ให้เกิดปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตยา ซึ่งการสต๊อกวัตถุดิบเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนให้กับประชาชนสบายใจได้ว่า จะมียาโอเซลทามีเวียร์เพียงพอสำหรับการใช้อย่างแน่นอน เพราะขณะนี้ไทยยาโอเซลทามีเวียร์ใช้ในประเทศแล้ว 55 ล้านเม็ด
 
 “จากการสั่งซื้อวัตถุดิบในการผลิตยาจำนวนมากๆ ทำให้ต้นทุนราคายาโอเซลทามีเวียร์ที่ทาง อภ.ผลิตลดลง จึงทำให้ อภ. สามารถลดราคายาลงได้ เหลือเพียงเม็ดละ 25 บาท จากเดิมเม็ดละ 40 บาท เรียกว่า เป็นการลดราคายาเพื่อสวนกระแสความต้องการ ไม่มุ่งหวังผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาประเทศ โดยมีแจตนาชี้ให้เห็นว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน” ประธานบอร์ด อภ. กล่าว
 
 นพ.วิชัย กล่าวต่อว่า ทาง อภ.จะทยอยผลิตยาจากวัตถุดิบที่สั่งซื้อเข้ามาตามอัตราการใช้ยา ซึ่งได้มีการเช่าสถานที่จากองค์การคลังสินค้า ในการจัดกับวัตถุดิบและยาที่ผลิต เนื่องจากต้องรักษาในอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ต้องมีการจัดเก็บเป็นอย่างดี ทั้งนี้ยืนยันว่า การสต๊อกยาโอเซลทามีเวียร์เพิ่ม 40 ล้านเม็ด ไม่ได้เป็นจำนวนที่มากเกินไป และยังพอเพียงกับควางต้องการในการใช้อย่างแน่นอน
 
 ต่อข้อซักถามว่า ที่ผ่านมาทาง อภ. สามารถวิจัยและผลิตวัตถุดิบที่เป็นสารสกัดตั้งต้นในการผลิตยาโอเซลทามีเวียร์ได้เอง นพ.วิชัย กล่าวว่า การวิจัยดังกล่าวยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ ซึ่งการทำในระดับอุตสาหกรรมนั้นยังต้องใช้เวลาและการลงทุนอีกมาก เกรงว่าจะไม่ทันกับความต้องการใช้ยาในขณะนี้ จึงต้องมีการสั่งจองวัตถุดิบเข้ามาก่อน แต่การวิจัยดังกล่าวเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อไป
 
 ผู้สื่อข่าวถามว่า การสำรองยาและสั่งซื้อวัตถุดิบในการผลิตยาโอเซลทามีเวียร์จำนวนมาก จะมีปัญหาอายุการจัดเก็บหรือไม่ นพ.วิชัย กล่าวว่า ขณะนี้มีข่าวดี เนื่องจากในต่างประเทศได้มีการศึกษาอายุของยาโอเซลทามีเวียร์ จากเดิมที่มีอายุการใช้อยู่ที่ 2 ปี แต่จากการนำยาที่หมดอายุมาศึกษาฤทธิ์ยา พบว่ายังสามารถใช้ได้อยู่ ขยายอายุถึง 3 ปี ขณะที่วัตถุดิบนั้นจากเดิมอยู่ที่ 3 ปี แต่จากการศึกษาพบว่ามีอายุในการจัดเก็บได้ถึง 5 ปี จึงไม่มีปัญหา
 
 นพ.วิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากที่มีอัตราการใช้ยาโอเซลทามีเวียร์เพิ่มขึ้น ทำให้หลายฝ่ายเกรงปัญหาการดื้อยา ดังนั้นบอร์ด อภ.จึงมีมติให้สำรองยาซานามีเวียร์ ซึ่งใช้สำหรับผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาโอเซลทามีเวียร์แล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมไว้จำนวน 50,000 ชุด สำหรับผู้ป่วย 50,000 ราย เพิ่มเติมจากที่กรมควบคุมโรคได้ทำการสำรองไว้ก่อนหน้านี้ 20,000 ชุด
 
 ด้าน นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการจ่ายยาโอเซลทามีเวียร์ เพื่อส่งไปสำรองไว้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ 2 ล้านเม็ดแล้ว โดยโรงพยาบาลศูนย์จะมีการสต๊อกยาไว้ไม่ต่ำกว่า 2,000 เม็ด และโรงพยาบาชุมชนสต๊อกยาไว้ไม่เกิน 500 เม็ด แต่ในจำนวนยาที่จ่ายจริงให้กับผู้ป่วยไปนั้น น่าจะอยู่ที่หลักแสนเม็ด เนื่องจากการจ่ายยาโอเซลทามีเวียร์นั้น จะสั่งจ่ายเฉพาะในรายที่ต้องได้รับยาเพื่อไม่ให้เกิดการใช้ยาพร่ำเพรื่อจนเกิดปัญหาดื้อยา อย่างไรก็ตามการที่ อภ.สำรองวัตถุดิบเพื่อผลิตยาโอเซลทามีเวียร์เพิ่มถือเป็นเรื่องดี เป็นจำนวนที่พอเพียงและไม่มากเกินไป เพียงพอกับผู้ป่วยจำนวน 5 ล้านคน
 
 ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ ในฐานะประธานคณะทำงานฝ่ายวิชาการโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การที่ อภ.สั่งสำรองยาโอเซลทามีเวียร์เพิ่มเป็น  40 ล้านเม็ดนั้น เป็นจำนวนที่ไม่มากไป ซึ่งหากมีงบประมาณเพียงพอก็สามารถทำได้ ส่วนกรณีที่มีการรายงานพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อหวัด 2009 และมีภาวะโรครุนแรงนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทุกกลุ่มถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับการแพร่ระบาดอยู่แล้ว เนื่องจากทุกคนไม่มีภูมิต้านทางโรคนี้ อีกทั้งหญิงตั้งครรภ์ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะโรครุนแรงจึงต้องระมัดระวังตนเอง
 
 นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า ส่วนที่มีการระบุว่า ทารกซึ่งแม่ติดเชื้อหวัด 2009 ทำให้ติดเชื้อหวัด 2009 ด้วยนั้น ตนยังไม่ทราบกรณีดังกล่าว และยังไม่มีรายงานมายังตน ซึ่งเชื้อนี้ปกติจะไม่ติดต่อจากแม่สู่ลูกในครรภ์ ต่างจากเชื้อไข้หวัดนก เพียงแต่ในผู้หญิงที่ท้องอ่อนๆ และป่วยด้วยโรคหวัด 2009 อาจทำให้ทารกในครรภ์เกิดมาพิการได้เท่านั้น แต่เรื่องที่เชื้อแพร่สู่ลูกได้นั้นยังไม่เคยได้ยิน อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามกรณีเพื่อตรวจสอบต่อไป ซึ่งในการประชุมคณะทำงานฝ่ายวิชาการในวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. คงมีการหารือในประเด็นนี้ด้วย