Kom Lifestyle

จากทุ่งฝิ่น...สู่ถิ่นกาแฟ(พ่อหลวง)

จากทุ่งฝิ่น...สู่ถิ่นกาแฟ(พ่อหลวง)
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

จากทุ่งฝิ่น...สู่ถิ่นกาแฟ(พ่อหลวง) : ชวนเที่ยว

           นานมาแล้วชื่อของ “ดอยช้าง” เคยมีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่นักค้ายาเสพติด เพราะถือเป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่ว่ากันว่าคุณภาพเยี่ยม แต่ด้วยพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขา โดยทรงริเริ่มโครงการตามพระราชดำริ พระราชทานพันธุ์พืชที่ทรงคิดว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อทดแทนและลดการปลูกฝิ่นพร้อมทั้งลดการแผ้วถางป่า...และนั่นก็คือ ต้นกล้ากาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า

           มาวันนี้ “ดอยช้าง” ค่อยๆ กลับมามีชื่อเสียงโด่งดัง (อีกครั้ง) ในหมู่นักดื่มกาแฟ และนักค้ากาแฟ เพราะถือว่าเป็นแหล่งปลูกกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะกาแฟของบริษัทดอยช้างคอฟฟี่ ออริจินัล จำกัด ที่เพิ่งจะได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในสหภาพยุโรป (จีไอ อียู) ไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2558 ไม่ใช่แค่ความภูมิใจแต่ยังได้เป็นเม็ดเงินกลับมาสู่พี่น้องเกษตรกรชาวอาข่า ทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

           ...เพราะเสียงร่ำลือแบบปากต่อปากถึงรสชาติของกาแฟดอยช้าง หนักเข้าๆ จึงกลายเป็นสิ่งเร้าให้บรรดาคอกาแฟทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศ ต่างพากันไต่ระดับความสูงกว่าพันเมตร มุ่งหน้าหมู่บ้านดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย แบบไม่ขาดสาย ทว่าสิ่งที่ได้มากกว่าความหอม ความกลมกล่อม ของเครื่องดื่มร้อนรสละมุน นั่นคือการที่ได้สัมผัสวิถีชีวิตของพี่น้องชาวดอย ในฐานะคนปลูกกาแฟคุณภาพที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดตัวหนึ่งของโลก

           ตลอดเส้นทางจากตัวเมืองเชียงรายสู่แม่สรวยถึงแม้ถนนหนทางจะมีสภาพผิวการจราจรอยู่ในระดับดี ท่ามกลางวิวทิวทัศน์ภูเขาสลับซับซ้อนสบายตา กระนั้นก็ยังไม่มีประจำทางให้บริการ ดังนั้นช่องทางการเดินทางขึ้นสู่ดอยช้างจึงต้องอาศัยรถตู้ที่ให้บริการเช่าจากในเมืองเพียงอย่างเดียว โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้านดอยช้าง เมื่อเข้าใกล้สู่จุดหมายปลายทางมีจุดสังเกตง่ายๆ คือ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าปลูกแซมกับต้นไม้ใหญ่ยิ่งช่วยเพิ่มความเขียวครึ้มของผืนป่า สิ่งแวดล้อมดอยช้างดีวันดีคืนทั้ง ดิน น้ำ ป่า...ว่ากันว่า กาแฟสายพันธุ์นี้เติบโตได้ดีในระดับความสูง 1,000-1,700 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีอากาศเย็นสบายตลอดปี แต่ถ้าอยากจะไปเยี่ยมชมพื้นที่ปลูกกาแฟของบ้านดอยช้าง แนะนำว่าช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ น่าจะเหมาะที่สุดด้วยว่าเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวพอดีเลย

           จากกล้ากาแฟพันธุ์อาราบิก้าชั้นดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานให้แก่ชาวดอยช้างเพื่อปลูกทดแทนฝิ่นและไร่เลื่อนลอย ตามพระราชดำริที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขาทางภาคเหนือของไทย วันนี้ดอยช้างกลายเป็นแดนสวรรค์ของกาแฟ

           ตระเวนเที่ยวดอยช้างครั้งนี้มีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับ พิก่อ แซ่ดู่ วัย 78 ปี เจ้าของใบหน้าบนโลโก้กาแฟดอยช้าง ซึ่งเป็น 1 ใน 40 ครอบครัวเกษตรกรชาวอาข่าที่ได้รับพระราชทานกล้ากาแฟจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี “อาเดล” ปณชัย พิชัยเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอยช้างคอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด ลูกชายของพิก่อ ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้สึกให้เราได้รับรู้ถึงความตื้นตันใจของพ่ออุ๊ยชาวอาข่าว่า "ครอบครัวเราได้รับต้นกาแฟพระราชทานจำนวน 400 ต้น แทนการปลูกฝิ่น ตอนนั้นได้มายังไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่านี่คือต้นอะไร แต่เมื่อรัฐแจกให้มาปลูกก็ปลูก พอออกลูกมาก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ไม่คิดว่าจะกินได้ แต่เมื่อปลูกมา 2-3 ปี แล้วขายไม่ได้ จึงตัดสินใจฟันต้นกาแฟทิ้ง แต่มันไม่ยอมตาย จุดไฟเผาทิ้งต้นกาแฟก็ยังเกิดขึ้นมาอีก ในที่สุดจึงเรียนรู้จะที่อยู่กับมัน เริ่มด้วยการขนเมล็ดกาแฟลงจากดอยไปขายที่เชียงใหม่ตอนนั้นราคาในตลาด 70-80 บาทต่อกิโลกรัม แต่บ้านเราขายได้แค่ 17-20 บาทเท่านั้น ก็ยังถูกพ่อค้ากดราคาลงมาอีก กระทั่งได้รู้จัก “อะบ๊อ” วิชา พรหมยงค์ จึงช่วยกันศึกษาและร่วมต่อสู้มาด้วยกันแล้วก่อตั้งบริษัท ดอยช้าง จนเกิดกาแฟ “ดอยช้างคอฟฟี่ ออริจินอล” ในวันนี้ที่ทั่วโลกยอมรับ และในวันนี้ที่ลูกหลานชาวดอยช้างได้กินอิ่ม นอนอุ่น แถมยังมีทุนได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งในและต่างประเทศ สร้างความภูมิใจในความเป็นชาวไทยภูเขาได้อย่างเต็มความภาคภูมิ"

           “จากวันแรกที่ได้รับต้นกล้าปลูกกาแฟเพียง 1 ไร่ ตอนนี้กลายเป็น 200 ไร่ ดีใจที่กาแฟดอยช้างเดินทางไปทั่วโลก และคนในพื้นที่รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองที่เป็นชาวดอยช้าง อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี คนรุ่นใหม่กลับมาเป็นเกษตรกรอยู่บ้าน ทั้งหมดนี้มาจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานต้นกาแฟ ทำให้มีอาชีพ หลุดพ้นจากความยากลำบาก ถ้ามีโอกาสอยากนำกาแฟดอยช้างทูลเกล้าฯ ถวาย อยากให้พระองค์ได้เห็นกาแฟที่เราได้ปลูกและเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ” พิก่อ บอกด้วยความสุข

           อย่างที่บอกในตอนแรกว่า การมาไต่ระดับความสูงขึ้นไปเที่ยวดอยช้าง ถ้าจะให้ได้อรรถรสจริงๆ ต้องไม่ปล่อยเวลาละเมียดกับกลิ่นละมุนของกาแฟเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องสัมผัสและเรียนรู้ถึงกระบวนการต่างๆ กว่าจะมาเป็นเครื่องดื่มในถ้วยนี้ด้วย ซึ่งในแต่ละวันชาวอาข่าจะเข้าสวนเก็บผลกาแฟสดหรือกาแฟเชอร์รี่ตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยสวนกาแฟของชาวดอยช้าง จะปลูกสลับกับไม้ยืนต้น อย่าง สะตอ บ๋วย ลูกไหน พลับ เชอร์รี่จีน หรือไม้เลื้อย จำพวกฟักแม้ว หรือซาโยเต้ บ้าง ตามวิถีชาวดอยไม่เพียงให้ความร่มเงาแถมด้วยธาตุอาหารแก่ต้นกาแฟอีกด้วย ส่วนอีกหนึ่งผลพลอยได้จากป่ากลับมาสมบูรณ์ขึ้น คือมีสัตว์ป่ามากขึ้น ทั้งนก หมูป่า และชะมดป่ามาเยอะขึ้น

           แน่นอนคอกาแฟยอมรู้ดีว่าขี้ชะมดจากสวนกาแฟเรตติ้งดีแค่ไหนในตลาดโลก....วกกลับมาที่เรื่องการเก็บเมล็ดกาแฟจะเลือกที่สุกสมบูรณ์ ทีละเมล็ด ไม่รูดทีเดียวเป็นพวงๆ เพื่อป้องกันความเสียหายเนื่องจากเมล็ดกาแฟในหนึ่งพวงจะสุกไม่พร้อมกัน  และเมื่อได้เมล็ดเชอร์รี่มาแล้วแต่ละบ้านจะเอามาขายให้โรงงานกาแฟดอยช้าง ภายใต้การประกันราคาซึ่งก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะมาถึง จะมีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกันก่อน รวมทั้งป้ายบอกราคารับซืิ้อบริเวณด้านหน้าโรงงานอย่างชัดเจน

           เมื่อเข้าสู่ระบบโรงงาน เมล็ดเชอรี่ หรือเมล็ดกาแฟ จะถูกแช่น้ำ 1 คืนจากนั้นจึงถูกนำไปกะเทาะเปลือก แล้วก็ผ่านการหมัก 3 ขั้นตอน ก่อนมาสู่ลานตากกาแฟ ตรงนี้มีชื่อเรียกใหม่ว่า “กาแฟกะลา” ตากด้วยแสงแดดธรรมชาติราว 7-8 วัน แล้วเอาไปบ่มอย่างน้อย 8 เดือนขึ้นไป ถึงจะมาสู่ขั้นตอนการสีกะลา การแยกขนาดของเมล็ดโดยเครื่องจักรและมือคน กระทั่งสุดท้ายมาที่โรงคั่วดูวิธีคั่วกาแฟเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีในทุกแก้วที่ดื่ม

           นอกจากโรงงานที่คนขึ้นไปเยี่ยมชม ยังมี สถาบันกาแฟดอยช้าง ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับกาแฟ มีร้านกาแฟที่ตั้งอยู่บนดอยช้าง นอกจากเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวแล้ว ชาวดอยช้างสามารถมาดื่มกาแฟฟรีที่นี่ได้ตลอดทั้งวัน กลายเป็นชุมชนกาแฟคุยกันทุกเรื่องอย่างสบายใจ

           ไปเที่ยวดอยช้างใช่จะมีเฉพาะเรื่องราวของกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีชาวดอยด้วยไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การร้องรำทำเพลงให้สัมผัสอีกมายหรือแม้แต่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่าง “พุทธอุทยาน“ และ ”บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์” 1 ใน 9 แห่ง ที่สำนักพระราชวังนำไปประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาพุทธมังคลาภิเษก ในวโรกาสครบรอบ 60 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2530 และในปี 2542 กระทรวงมหาดไทยได้นำน้ำจากบ่อน้ำแห่งนี้ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นน้ำทรงอภิเษกในวโรกาสครบรอบพระชนมพรรษา 72 พรรษา...
 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง