Kom Lifestyle

ลด...'เกลือและโซเดียม'ลดโรคไม่ติดต่อ

ลด...'เกลือและโซเดียม'ลดโรคไม่ติดต่อ
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ลด...'เกลือและโซเดียม'ลดโรคไม่ติดต่อ : พวงชมพู ประเสริฐ

             คนไทยรับโซเดียมเกิน 2 เท่าตัว !!! จากการสำรวจของเครือข่ายลดบริโภคเค็มเมื่อปี 2550 พบว่า คนไทยรับโซเดียมมากกว่าความต้องการของร่างกาย และสูงกว่าค่าที่ควรบริโภคโดยไม่เกิดอันตราย ถึง 2 เท่าตัว คือ ร้อยละ 4.35 กรัมต่อคนต่อวัน โดยที่ยังไม่รวมโซเดียมในรูปแบบอื่นที่แฝงมา เช่น ผงชูรส น้ำจิ้ม อาหารหมักดอง ผงฟูในขนมและอาหารแปรรูปต่างๆ ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อ (Non-communicated Diseases) หรือ NCDs อย่างมาก

             ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาข้อเสนอนโยบายเฉพาะประเด็น ว่าด้วยนโยบายการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ อธิบายว่า ร่างกายของคนมีส่วนประกอบที่เป็นโซเดียมอยู่ร้อยละ 40 โดยจะช่วยรักษาสมดุลของเหลวและเกลือแร่ในร่างกาย ช่วยปรับความดันเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ช่วยในการดูดซึมสารอาหารบางอย่างที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากได้รับโซเดียมมากเกิน คือ มากกว่า 2 กรัมต่อวัน จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรค NCDs คือ โรคความดันสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่ติดต่อจากการคลุกคลีกับผู้ป่วยคนอื่น แต่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันและการบริโภค

             “มีการศึกษาในทั่วโลก พบว่า ประเทศไหนที่มีการกินเกลือมากก็จะมีผู้ป่วยโรค NCDs มาก เด็กรุ่นใหม่จะรับประทานอาหารประเภทนี้มาก ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง หรือโจ๊กสำเร็จรูป เป็นต้น ก็ป่วยด้วยโรค NCDs มากขึ้นในอายุที่น้อยลง คือป่วยเร็วขึ้น จากเดิมที่จะป่วยเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ปัจจุบัน อายุ 20 ปีก็พบป่วยด้วยโรคความดันสูง โรคอ้วน และไขมันสูง แล้วก็จะมีโรคไตตามมา” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยความเป็นห่วงเด็กไทย

             การป้องกันโรคNCDs ส่วนหนึ่งที่สำคัญ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ บอกว่า ต้องลดปริมาณเกลือและโซเดียมลงวันละ 5% ลดลงไปเรื่อยๆ วันละ 5% ร่างกายจะค่อยๆ ชินกับรสที่ปรับลง อย่าลดแบบครั้งละมากๆ เพราะลิ้นสัมผัสจะรู้สึกว่าไม่อร่อย ทำให้ไม่อยากกินอาหารรสจืด

             ผศ.นพ.สุรศักดิ์ ยกตัวอย่างว่า ในต่างประเทศ เช่นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียูมีการออกกฎหมายควบคุมปริมาณเกลือในอาหาร โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ซึ่งเริ่มจากการขอความร่วมมือให้ลดลง 5%ต่อปี ผลที่เกิดขึ้นคือ ใน 5 ปี สามารถลดการกินเกลือลงได้ถึง 20%

             สำหรับประเทศไทย ผศ.นพ.สุรศักดิ์ บอกว่า จะมีการขับเคลื่อนนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ(NCDs)ให้เป็นนโยบายสาธารณะ ผ่านการพิจารณาของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 “สานพลังปัญญาและภาคีสร้างวิถีสุขภาพไทย” โดยขอให้กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) สำนักงานบริหารยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย เครือข่ายลดบริโภคเค็ม และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องต่างๆ

             อาทิ จัดทำยุทธศาสตร์การลดการบริโคเกลือและโซเดียมในประเทศไทยให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 กำหนดมาตรฐานและออกกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับปริมาณเกลือและโซเดียมในอาหารประเภทต่างๆ ที่ผลิตทั้งในและนอกประเทศ ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดมาตรการที่เอื้อต่อการส่งเสริมการผลิตอาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมบริโภค การปรุงอาหารในครัวเรือนและร้านค้าเพื่อให้มีอาหารที่มีเกลือและโซเดียมต่ำ และขอให้ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการด้านอาหาร ทบทวน พัฒนา ส่งเสริมปรับปรุงตำรับอาหาร และทำผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณเกลือและโซเดียมในอาหารประเภทต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือและโซเดียมต่ำอย่างเป็นรูปธรรมเชิงพาณิชย์ เป็นต้น

             ขณะที่ นายยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร บอกว่า คนไทยกินเค็มในรูปแบบที่ไม่รู้ว่ามีส่วนผสมของเกลือหรือโซเดียม เช่น อาหารกระป๋อง และเครื่องชูรส เพื่อให้รสชาติอร่อยและประหยัดเวลาในการปรุง ล้วนแต่มีโซเดียมทั้งสิ้น ผู้บริโภคก็รับประทานโซเดียมไปแบบเค็มแอบแฝง ดังนั้น ผู้ประกอบการอาหารต่างๆ ควรต้องมีความรับผิดชอบ โดยในส่วนของอาหารสำเร็จรูปต้องมีฉลากบอกปริมาณเกลือหรือโซเดียมที่เป็นส่วนผสม

             การกระตุ้นให้คนไทยลดการบริโภคเกลือและโซเดียม รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องนี้สู่การเป็นนโยบายสาธารณะจะก้าวหน้าได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 ธันวาคม 2558 ที่อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี ซึ่งจะมีการพิจารณาประเด็นปัญหาสุขภาพอื่นๆ ด้วย รวม 5 ประเด็น ได้แก่ 1.วิกฤติการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยาและการจัดการปัญหาแบบบูรณาการ 2.ระบบบสุขภาพคนเมือง:การพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม 3.นโยบายการลดการบริโภคเกลือและโซเดียม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อ 4.การจัดการปัญหาหมอกควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และ 5.ปัญหาสุขภาวะชาวนา

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง