
ลัดเลาะคลองร้อยสายสู่ทะเลดูหลากหลายอาชีพที่บ้านลีเล็ด
เรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็กสองลำ ถูกดัดแปลงเป็นเรือบริการนักท่องเที่ยวจอดเทียบชิดตลิ่งริมคลอง รอพวกเรากว่าสิบชีวิตที่จะเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติอันสมบูรณ์ และวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรที่หลากหลาย
ตลอดแนวสองฟากฝั่งคลองที่ลัดเลาะและแยกสายมากมายจนชาวบ้านต่างเรียกขานกันว่า "เจ้าตำรับคลองร้อยสาย" ที่บ้านลีเล็ด ต.ลีเล็ด อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์ตัวอย่างที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำ แหล่งทะเลงาม คลองร้อยสาย ฝูงนกทะเลมากมาย ชมทิวทัศน์ต้นไม้ป่าชายเลน
ทันทีที่เราไปถึง ประเสริฐ ชัยจุกรณ์ ประธานฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์บ้านลีเล็ด ให้การต้อนรับและเล่าถึงที่มาอย่างคร่าวๆ ว่า ที่จริงชื่อ ต.ลีเล็ด เกิดจากเมื่อสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เสด็จฯ ไปบ้านดอน (ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี) ด้วยเรือพระที่นั่ง (ก่อน พ.ศ.2439) พระองค์ท่านทรงเห็นว่าคลองสายนี้เป็นทางลัดที่ใกล้กว่า จึงเสด็จฯ ไปตามคลองสายนี้ จึงได้ชื่อว่า “คลองลัด” แต่เนื่องจากชาวบ้านในคลองลัดส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ข้าว จึงมีชาวจีนมาล่องเรือรับซื้อข้าวอยู่เป็นประจำ ชาวจีนจึงเรียกคลองลัดเพี้ยนเป็น “คลองเล็ด”
ปัจจุบันชาวลีเล็ดมีอาชีพหลักคือการเกษตร ทำสวนมะพร้าว และประมง หาปลา จับปู กุ้ง หอย รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากภาคเกษตรโดยการรวมกลุ่ม อาทิ กลุ่มแปรูปใบจาก กลุ่มกะปิ คือแปรรูปกุ้งหัวมันมาทำกะปิกุ้งแท้ 100% กลุ่มสมุนไพร กลุ่มจักสาน และกลุ่มเลี้ยงด้วง เป็นต้น
ก่อนที่ลีเล็ดจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์ ประเสริฐ ยอมรับว่า จากอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษยึดประมงพื้นบ้าน โดยไม่มีใครควบคุมดูแล ต่างคนต่างทำ หวังจะให้ได้มาสัตว์น้ำมากที่สุด จึงใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ผิดกฎหมาย ทั้งอวนตาถี่ อวนรุน ยาเบื่อ ระเบิดปลา จนทรัพยากรสัตว์ลดลงอย่างน่าใจหาย ส่วนป่าไม้ ป่าชายเลนถูกบุกทำนากุ้ง จนมีน้ำเสียไหลลงสู่คลองลีเล็ด ทำให้สัตว์น้ำตายเป็นเบือ ชาวบ้านหากินยากขึ้น
ปี 2547 มี 2 หน่วยงานเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมเพื่อพัฒนาให้ชุมชนลีเล็ดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ นำร่องของ จ.สุราษธร์ธานี คือโครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง หรือที่เรียกว่า "ชาม" (CHARM) และโครงการท่องเที่ยวเพื่อชีวิตและธรรมชาติ หรือ "เรสท์" (REST) เนื่องจากเห็นว่าสภาพพื้นที่และองค์ประกอบหลายอย่างมีศักยภาพและความเหมาะสม จึงมีการอบรมให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการกับทรัพยากรในท้องท้องถิ่น มีการตั้งสภาที่ปรึกษาการจัดการทรัพยากรชายฝั่งตำบลลีเล็ดขึ้นมา จนวันนี้ลีเล็ดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์ที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของประเทศไทย
หลังฟังบรรยาสรุป พวกเราลงเรือลำละ 6 คน รวมคนขับ และมัคคุเทศก์เป็น 8 คน เรือเริ่มขยับออกที่เทียบริมตลิ่ง มุ่งหน้าลัดเลาะตามลำน้ำที่คดโค้งผ่านป่าจาก เข้าป่าชายเลน ที่อุดมไปด้วยแมกไม้นานาชนิด อาทิ ลำพู โกงกาง แสม ถั่ว ลำพูหิน ตะบูน หลุมพอ นอกจากนี้มีพืชสมุนไพรหลายอย่าง เช่น เหงือกปลาหมอ รักษาโรคมะเร็ง ย่านขี้เดือน รักษาโรคท้องอืด แสม รักษาโรคผอมแห้ง แก้ลม ขับเลือด ฯลฯ ปรงทะเล จาก ลำแพน หน่อเซียน ปอทะเล และพืชเล็กๆ เช่น ตะไคร้น้ำ
ตลอดแนว ทัศนีย์ หีตอนันต์ ซึ่งทำหน้าที่พาเราชมธรรมชาติในครั้งนี้ บอกว่า ในป่าชายเลนแห่งนี้ที่นี่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำและสัตว์นานาชนิด มีทั้ง ลิงหางยาว นกกระยาง นกกะปูด หิ่งห้อย งู ผึ้ง ต่อ ปูทะเล ปูเปี้ยว หอยจุ๊บแจง หอยกัน สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ เช่น กุ้งต่างกุลา กุ้งแชบ๊วย ปูม้า ปลากระบอก ปลาดุก ปลาขี้เก้ง หอยกะพง หอยแครง หอยตอก เป็นต้น สังเกตดูตลอดแนวชายคลองจะมีนักท่องเที่ยวแวะหาหอยในดินเลนเป็นระยะๆ
ราวชั่วโมงเศษๆ คนขับเรือพาสู่ปากอ่าว เรืออีกลำหนึ่งลัดเลาะทางลัดทำให้เกยตื้นอยู่เกือบ 1 ชั่วโมง พอถึงปากอ่าวเห็นชาวบ้านจับปลาหลายจุด ที่น่าสนใจซึ่งเป็นการหาปลาด้วยภูมิปัญาชาวบ้าน คือทำบ้านปลาหรือโมก ด้วยกิ่งไม้มากองไว้ในทะเลหรือคลองบริเวณปากอ่าว กว้าง ยาว ราว 3-4 เมตร ใช้ไม้ปักหลักกันคลื่นสาด 4 ด้าน ทิ้งไว้ 3-5 เดือน จากนั้นนำเฝือกไม้ไผ่มาล้อม นำกิ่งไม้ออก และดันเฝือกไม้ไผ่เข้าหากันให้แคบที่สุด ใช้สวิงตักปลา จะมีปลาดุกทะเลเข้าอยู่ในบ้านปลาหลังถึงบ้านละ 20-40 กก. ขายให้แม่ค้า กก.ละ 100 บาท
"คนที่นี่ถ้าขยันไม่อดหรอก เพราะหลังจากที่เราหันมาจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่ทำลาย ใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำถูกวิธี ไม่ให้คนในถิ่นลักลอบจับปลาที่ผิดวิธี ทำให้มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ชาวบ้านออกไปหาปลา หาปู หอย อย่างน้อยวันละ 600-1,000 บาท " ทัศนีย์ กล่าว
จากทะเลสู่ฝั่งไปดูการแปรรูปทำใบจากขายของ กลุ่มแปรูปใบจาก หมู่ 1 ซึ่ง ป้าอุไร ประตูใหญ่ เป็นประธานกลุ่ม บอกว่ามีสมาชิก 15 คน นำยอดจากริมคลอง มาแปรรูปทำใบจากสำหรับกับยาเส้น ในแต่ละปีทำให้มีเงินหมุ่นหลายล้านบาททีเดียว ออกจากกลุ่มใบจาก เราไปจบกันที่กลุ่มกะปิแท้แม่กัญญา ที่ 7 โดยมี กัญญา ส่วนพลอย เป็นประธาน บอกว่า กลุ่มนี้มีสมาชิก 10 คน ใช้กุ้งหัวมัน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากุ้งเคย ที่ทำกะปิทั่วไป เป็นกะปิที่ใช้กุ้งผสมกับเกลือเท่านั้นมาตำให้ละเอียด บรรจุกระปุกขายให้แก่นักท่องเที่ยว มีหลายขนาดคือน้ำหนัก 600 กรัม กระปุกละ 80 บาท ขนาดใหญ่ 4.5 กก.ละราคา 500 บาท
หลังจากที่ใช้เวลาไปกว่าครึ่งวัน แล้วเราอำลาลีเล็ดไว้เพียงเป็นอดีต และหวังว่าคงอีกสักวันหนึ่งคงหวนไปอีกครั้งหนึ่ง



