ไลฟ์สไตล์

‘หยดน้ำตาสยาม’กระดานหมากรุกของ‘อังกฤษ-ฝรั่งเศส’

‘หยดน้ำตาสยาม’กระดานหมากรุกของ‘อังกฤษ-ฝรั่งเศส’

29 พ.ย. 2558

อมหมึกเคี้ยวกระดาษ : ‘หยดน้ำตาสยาม’ กระดานหมากรุกของ ‘อังกฤษ-ฝรั่งเศส’ : โดย...ปลวกหวาน

 
       แดดร่มลมพัดไหว..ทุกหัวใจยืนหยัดสู้และเรียนรู้... ณ ห้อง 105 ชั้น 1 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ บริเวณคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นานมีบุ๊คส์ร่วมกับศูนย์หนังสือจุฬาฯ เปิดตัวหนังสือ “หยดน้ำตาสยาม Siamese Tears” นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ เรื่องราวความขัดแย้งและการสูญเสียดินแดนในสมัยรัชกาลที่ 5 จากมุมมองตัวละครที่เป็นลูกครึ่งอังกฤษ-ฝรั่งเศส เขียนโดย แคลร์ คีฟ-ฟอกซ์ ลูกครึ่งอเมริกัน-ฝรั่งเศส อดีตผู้อำนวยการสมาคมฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย แปลโดย สุมาลี ดำเนินรายการ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน
 
       งานใหญ่อย่างนี้ คิม จงสถิตย์วัฒนา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด และ ทรงยศ สามกษัตริย์ กรรมการผู้จัดการศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยเสวนาพิเศษในหัวข้อ “สยามในสมัยรัชกาลที่ 5 กระดานหมากรุกในสายตาอังกฤษและฝรั่งเศส” โดย แคลร์ คีฟ-ฟอกซ์ ผู้เขียน และเสวนาพิเศษ หัวข้อ “มองนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ผ่านหนังสือหยดน้ำตาสยาม” โดย รศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร ผู้อำนวยการศูนย์วรรณคดีศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ประธานกรรมการ สมาคมฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย และ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมร่วมสมัย) ประจำปี 2541
 
       คิม บอกความรู้สึกว่า “ดิฉันคิดว่าคนไทยทุกคนล้วนเคยถามตัวเอง หรือไม่ก็เคยถูกเพื่อนต่างชาติถามว่า ประเทศไทยหลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นได้อย่างไร หากเราได้อ่านเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านสายตาของ จูลี่ กาเล ซึ่งเป็นนางเอกของเรื่อง นับว่าพวกเรานักอ่านโชคดีมาก เพราะจูลี่เป็นลูกครึ่งอังกฤษ-ฝรั่งเศส เราจะได้รู้เรื่องราวจากทั้งสองฝ่าย"
 
       ผู้บริหารคนเก่ง บอกต่อว่า คนไทยเราโชคดีมาก เพราะคุณแคลร์เป็นนักวิจัยตัวฉกาจ ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลจากห้องสมุด และหอจดหมายเหตุจากหลายประเทศ และยังเป็นคนที่หาข้อมูลจริง เธอหวังว่านักอ่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวตนของเราผ่าน “หยดน้ำตาสยาม” และเชื่อว่าเรื่องเหนือจริงสะท้อนความจริงได้ดีกว่าความจริง พร้อมทิ้งท้ายชวนอ่านว่า
 
       "แล้วนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เขียนผ่านสายตาของคนนอก จะไม่ได้เปิดตาของคนในได้มากกว่าหรือ”
 
       มาถึง ทรงยศ ก็เห็นว่านวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ เปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนให้เห็นภาพเรื่องราวความขัดแย้งของสองมหาอำนาจในขณะนั้นคือ อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งเราจะได้รับอรรถรสของนวนิยาย ไปพร้อมๆ กับความรู้เชิงประวัติศาสตร์ ควบคู่กันไปด้วย
 
       ส่วน รศ.ดร.ตรีศิลป์ บอกถึงความน่าสนใจในการเล่าเรื่องวิกฤตยุคอาณานิคม ผ่านมุมมองของผู้ที่เป็นเชื้อสายของเจ้าอาณานิคม แต่เผยถึงเสียงของผู้ที่ถูกคุกคามจนเกือบต้องตกเป็นอาณานิคม
 
       ด้าน ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ประธานกรรมการ สมาคมฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “แคลร์เขียนขึ้นไม่ใช่แค่เพราะสนใจโลกตะวันออกเท่านั้น แต่แคลร์นิยมประเทศไทยมาก ดังนั้นจะเขียนออกมาในแนวทางที่ให้ประโยชน์แก่ไทยมาก ผมหวังว่าหยดน้ำตาสยาม ของแคลร์ คีฟ-ฟอกซ์ น่าจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครและภาพยนตร์เช่นกัน”
 
       สำหรับ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมร่วมสมัย) ประจำปี 2541 เสริมว่า
 
       “หยดน้ำตาสยาม ทำให้ผมนึกถึงนวนิยายที่อิงความรู้มากๆ อย่างเช่น สี่แผ่นดิน ซึ่งนวนิยายอิงประวัติศาสตร์บางทีสนุกกว่าความจริงและเป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าความจริงเสียอีก”
 
       สุดท้าย..แคลร์ คีฟ-ฟอกซ์ ผู้เขียน เผยถึงความเป็นมาในการแต่งหยดน้ำตาสยามว่า
 
       “หลังจากเขียนหนังสือ ฟอลคอนแห่งอยุธยาและตากสินมหาราชชาตินักรบจบ ก็มีความสนใจประวัติศาสตร์ไทยขึ้นเรื่อยๆ จนมาวันหนึ่งสนใจวิกฤติการณ์ปากน้ำ ช่วงรศ.112 ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส แต่ไม่มีหนังสือที่พูดถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะจึงตัดสินใจเขียนหนังสือด้วยตัวเอง เพราะข้อเท็จจริงต่างๆ หาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นทางอินเทอร์เน็ต ห้องสมุดสยามสมาคมฯ หอจดหมายเหตุที่ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสแล้วนำมาถักทอเป็นเรื่องราว”
 
       และที่ตั้งชื่อการเสวนา “สยามในสมัยรัชกาลที่ 5...กระดานหมากรุกในสายตาอังกฤษและฝรั่งเศส” ก็เพราะเธอเชื่่อว่าในช่วงนั้นประเทศไทยอยู่ตรงกลางระหว่างจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส ฝั่งตะวันตกคือประเทศพม่าซึ่งตกเป็นอาณาจักรของจักรวรรดิอังกฤษ ส่วนอีกด้านคืออินโดจีนซึ่งตกเป็นอาณาจักรของฝรั่งเศส
 
       ประเทศที่คั่นอยู่ตรงกลาง คือประเทศไทยซึ่งเหมือนกำลังถูกบีบอยู่ ตัวละครเกือบทุกตัวในเรื่องมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ยกเว้น “จูลี่” ตัวละครเอกที่เป็นลูกครึ่งอังกฤษ-ฝรั่งเศส เพราะต้องการให้มาเป็นตัวแทนของความคิด และมีบทบาทของความรักทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษด้วย ซึ่งการเป็นลูกครึ่งอังกฤษ-ฝรั่งเศสในยุคนั้นเป็นเรื่องที่น่ากดดัน แต่ผู้เขียนไม่ไดเก้าวล่วงการตีความคนสยามในสมัยนั้นว่าคิดอะไรอยู่
 
       “สาเหตุที่ตั้งชื่อหนังสือว่าหยดน้ำตาสยาม ก็เพราะตัวละครเอกในเรื่องค่อนข้างจะเศร้า ผนวกกับไปงานน้ำหอมแล้วพบว่ามีหัวน้ำหอมชื่อว่า The Tear of Siam จึงคิดว่าไม่มีชื่อไหนที่จะเหมาะสมไปกว่านี้แล้ว ดิฉันเขียนขึ้นโดยมุมมองของคนต่างชาติ ที่รู้สึกว่าเรื่องราวสมัยนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก มีความท้าทายเป็นอย่างยิ่งสำหรับอาณาจักรสยามในสมัยนั้น คนไทยควรจะภูมิใจเป็นอย่างยิ่งถึงศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่ที่ได้ดำรงเอาไว้ซึ่งเอกราชด้วยหลักนิติธรรมคนที่ไม่ศึกษาประวัติศาสตร์จะมีแนวโน้มที่จะทำมันแบบครั้งแล้วครั้งเล่า”
 
       แคลร์ทิ้งท้ายฝากถึงนักอ่านว่า “ดิฉันแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาประการแรกคือ คาดหวังให้ผู้อ่านได้มีความสุขในขณะอ่าน ประการที่สองคือ คนฝรั่งเศสในปัจจุบันอาจไม่ได้คิดเหมือนคนฝรั่งเศสในสมัยก่อน แต่การได้รู้ว่าคนสมัยก่อนคิดอะไรถือเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน สมัยก่อนอาจคิดว่าการนำอารยธรรมมาให้โลกตะวันออกเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การมีอาณานิคมอาจไม่ใช่สิ่งที่ผิด ดังนั้นการที่ได้รู้ว่าคนเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วคิดอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญมาก จึงอยากฝากชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นคนอังกฤษ-ฝรั่งเศสให้นักอ่านได้ศึกษาชีวิตและเพลิดเพลินไปกับการอ่านเรื่องราวของจูลี่”
 
       บรรยากาศเสวนาแสนประทับใจ จึงขอเชิญชวนให้อ่านอย่างสนุก พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่ ผ่าน “หยดน้ำตาสยาม” เล่มนี้ ไปด้วยกัน