
หมอเตือนผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงโรคระบบประสาท
26 พ.ย. 2558
ดูแลสุขภาพ : หมอเตือนผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงโรคระบบประสาท
ปัจจุบันวิวัฒนาการทางด้านการแพทย์ที่ก้าวหน้าอย่างมากจึงทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้น เห็นได้จากจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 15% และคาดว่าจะมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากยิ่งขึ้นถึง 30% ภายใน 30 ปี ซึ่งการมีประชากรสูงอายุที่มากขึ้นอาจนำมาสู่อัตราความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ของผู้สูงอายุที่มากยิ่งขึ้นตามความเสื่อมถอยของอายุ โดยโรคทางระบบประสาทนับเป็นโรคหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับอายุเป็นอย่างมาก ดังนั้น การตระหนักถึงความสำคัญในการตรวจประเมินความเสี่ยงโรคทางระบบประสาท และหากพบโรคแล้วเริ่มรักษาได้เร็ว ก็จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป
ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ หัวหน้าสาขาวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และประธานมูลนิธิเพื่อโรคระบบประสาทแห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงความเสี่ยงของประชาชนผู้สูงอายุต่อโรคทางระบบประสาทซึ่งนับวันยิ่งมีอัตราสูงขึ้น จึงมุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุเพื่อให้รู้หลักการดูแลตนเอง รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ช่วยกันดูแลและใส่ใจญาติผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด อันจะช่วยให้สามารถหาทางป้องกันและรักษาโรคได้อย่างทันท่วงที
“ปัจจุบันประชาชนยังมีความรู้ไม่เพียงพอที่จะดูแลตนเอง หรือรู้จักสาเหตุของโรคเพื่อหาทางแก้ไข อาทิ มักคิดว่าอาการขี้ลืมเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงคือการค่อยๆ เข้าสู่ความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ซึ่งหากไม่รักษาแล้วภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี จะทำให้อาการมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงไม่สามารถจำอะไรได้เลย”
ด้าน พ.อ.พิเศษ ดร.น.พ.โยธิน ชินวลัญช์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านอายุรกรรมสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า สมองของคนเราเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญในการควบคุมการทำงานด้านความจำ ความรู้สึก ความนึกคิด อารมณ์และพฤติกรรม ดังนั้นเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้นก็อาจส่งผลให้สมองมีความผิดปกติเกิดขึ้นได้ โดยโรคที่เกี่ยวข้องกับสมองและระบบประสาทซึ่งสามารถพบได้บ่อยในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุ ได้แก่ โรคสมองเสื่อม โรคลมชัก การนอนหลับผิดปกติ และ โรคพาร์กินสัน เป็นต้น ซึ่งสามารถยกตัวอย่างได้มีดังนี้
โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ สามารถพบได้ประมาณ 65% ของโรคสมองเสื่อมทั้งหมด ซึ่งโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์มักพบได้ 10% ในผู้สูงอายุ 65 ปี และจะเพิ่มเป็น 40% ในผู้สูงอายุ 85 ปี ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรค แต่เชื่อว่าสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย อาทิ อายุที่เพิ่มขึ้น พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยมีรายงานว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์สมองเสื่อมประมาณ 5 ล้านคนทั่วโลกและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 เท่า ภายใน 5 ปี แม้ว่าโรคดังกล่าวจะยังไม่มียารักษาโรคได้โดยตรง แต่ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นจึงทำให้สามารถชะลอโรค ดังนั้น การตรวจวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญโดยพิจารณาจากความจำที่ถดถอยลงของผู้ป่วยอันสามารถนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ในอนาคต ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10-15 ปี ในการพัฒนาก่อนจะสู่โรคอย่างแท้จริง
โดยการตรวจหาสารชนิดนี้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจะสามารถวินิจฉัยโรคได้ล่วงหน้า 10-15 ปี ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ล่าสุดที่จะเข้ามาในอนาคตอันใกล้นี้ นั่นคือการตรวจหาสารเบต้าอมีลอยด์ที่บ่งชี้ถึงความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ทางตาโดยใช้เครื่อง Retina Scan และการใช้เครื่อง PET scan ตรวจหาสารเทาว์โปรตีนที่จะทำให้การวินิจฉัยผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการสมองเสื่อมอัลไซเมอร์แต่เนิ่นๆ ได้แม่นยำขึ้นในผู้สูงอายุหรือผู้ใกล้ชิดบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรมีการเตรียมพร้อมด้วยการดูแลตนเองอย่างดี การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การใช้สมองอย่างต่อเนื่อง
โรคลมชัก เป็นโรคที่พบได้ทุกวัย แต่จะพบได้มากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุเนื่องจากสมองที่เริ่มเสื่อมลงหรือความกระทบกระเทือนจากโรคทางกายเช่น ความดันสูง เบาหวาน เส้นเลือดสมองอุดตัน โรคไต หรืออุบัติเหตุทางสมอง เป็นต้น โดยพบว่าผู้ป่วยโรคลมชักในกลุ่มผู้สูงอายุ จะเป็นคนที่ไม่เคยมีอาการโรคลมชักมาก่อนเลย พบสูงเกือบถึง 2% ของประชากรทั้งหมด สำหรับอาการของผู้ป่วยจะมีอาการเหม่อลอย มีความจำขาดหายเป็นช่วง พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะพบได้บ่อยกว่าอาการเกร็งกระตุกที่คนทั่วไปรู้จักว่าเป็นอาการของโรคลมชักจึงมักทำให้ตัวผู้ป่วยเอง ญาติ หรือคนใกล้ชิดไม่สามารถสังเกตได้ว่าผู้ป่วยกำลังมีอาการของโรคลมชัก จึงมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที
ซึ่งทันทีที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการข้างต้นนี้ควรได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน สำหรับการวินิจฉัยโรคลมชักคือการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ซึ่งในผู้ป่วยบางคนอาจจะต้องการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองแบบ 24 ชั่วโมงร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีการตรวจด้วยการเอกซเรย์ เช่น การทำ MRI, PET และ SPECT ซึ่งล้วนแต่ช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญมากที่สุดของโรคลมชักคือการรักษาที่ต้องทำอย่างทันทีและเร่งด่วน โดยพบว่าผู้ป่วยที่มีการรักษาอย่างถูกต้องจำนวนกว่า 70% จะไม่มีอาการชักอีกเลย แต่สำหรับผู้ป่วยที่รักษาไม่ทันท่วงทีอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ ในผู้ป่วยที่มีอาการดื้อต่อยาอาจต้องใช้วิธีการผ่าตัดหรือการรักษาอื่นๆ ร่วมด้วย



