ไลฟ์สไตล์

‘สุวรรณภูมิ3’รวมพลังปลูกผักไฮโดรฯ

‘สุวรรณภูมิ3’รวมพลังปลูกผักไฮโดรฯ

26 พ.ย. 2558

ทำมาหากิน : ‘สุวรรณภูมิ3’ รวมพลังปลูกผักไฮโดรฯ เสริมรายได้ลดรายจ่ายคนในชุมชน : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

 
       การปลูกผักรับประทานเองภายในชุมชนไม่เพียงจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแล้วยังแสดงถึงความสามัคคีของคนในชุมชนอีกด้วย อย่างชุมชนชนบ้านเอื้ออาทรสุวรรณภูมิ 3 ย่านบางบ่อ จ.สมุทรปราการ ภายใต้การนำของ มลใจ ใจชื่อ ประธานกรรมกรนิติบุคคลอาคารชุดบ้านเอื้ออาทรสุวรรณภูมิ 3 และกรรมการอย่าง มะลิ ตายัน และรุจาภา โชติอัครกุล ที่มีแนวคิดปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เพื่อรับประทานกันเองในชุมชนโดยไม่ต้องพึ่งพาพืชผักจากภายนอก โดยเจียดพื้นที่ว่างภายในชุมชนเพียงไม่กี่ตารางเมตรมาสร้างโรงเรือนเพื่อปลูกผักไฮโดร โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ที่หวังให้ผักไฮโดรโปนิกส์เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนการเสริมสร้างสุขภาวะในชุมชน
 
       “ทุนเริ่มต้นจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และเมล็ดพันธุ์ผัก 49,000 บาท รวมกับค่าดำเนินการจัดฝึกอบรม โดยส่งกลุ่มแม่บ้านทั้ง 10 คน ไปเรียนรู้การปลูกผักในฟาร์มในเขตกรุงเทพฯ เบ็ดเสร็จใช้เงินไม่เกิน 70,000 บาท ทำให้แปลงผักไฮโดรโปนิกส์ถือกำเนิดขึ้นในชุมชนบ้านเอื้ออาทรสุวรรณภูมิ 3 เป็นการนำร่อง” รุจาภา ย้อนที่มาของโครงการและระบุว่าผักไฮโดรโปนิกส์ที่ปลูกจะเป็นผักตระกูลผักกาดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งใช้เป็นผักสลัด รับประทานพร้อมน้ำสลัด หรือจะปรุงเป็นอื่นตามใจชอบ โดยโครงการนี้เริ่มมาแล้ว 2 ปี เริ่มต้นด้วยการเพาะเมล็ดผักลงในฟองน้ำที่เป็นวัสดุปลูก ใช้ผ้าคลุมและรดน้ำประมาณ 1-3 วัน ก็จะแตกใบอ่อน วันที่ 4 เปิดผ้าคลุมออก ให้ต้นรับแสงแดดอ่อนๆ จนกระทั่งครบ 20 วันจึงย้ายไปปลูกลงแปลง พร้อมๆ กับการให้ปุ๋ยน้ำผสมลงไปด้วย ซึ่งการให้ปุ๋ยจะให้อีกครั้งในวันที่ 35 ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตในวันที่ 45
 
       รุจาภา บอกว่าปกติเหนือแปลงปลูกจะมีเฉพาะพลาสติกใสกรองแสง แต่ช่วงที่อากาศร้อนจัดมากลำพังพลาสติกใสก็เอาไม่อยู่ ผักเหี่ยวและตายยกแปลง ต้องลงทุนปลูกใหม่พร้อมทั้งได้รับความรู้เพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงว่าจะต้องพรางแสงให้มากขึ้นกว่าช่วงปกติ โดยใช้ตาข่ายกรองแสงหรือซาแรนทับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าได้ผลดี
 
       “แปลงหนึ่งจะมีผัก 360 ต้น เมื่อเก็บเกี่ยวผัก 5 ต้น จะมีน้ำหนัก 5-6 ขีด แปลงหนึ่งจะได้ผลผลิตประมาณ 35-36 กิโลกรัม สำหรับราคาขายกำหนดที่ขีดละ 20 บาท หรือประมาณ 200 บาทต่อกิโลกรัม ผลผลิตครั้งหนึ่งมีรายได้ประมาณ 7,000 บาท โดยมีสมาชิกในชุมชนเป็นลูกค้าประจำ ซึ่งจะแวะเวียนมาถามบ่อยๆ ว่าเมื่อไหร่จะเก็บ พอครบหรือก่อน 45 วันเล็กน้อย เราก็เริ่มขายกันแล้ว เก็บกันสดๆ ชั่งน้ำหนักและบรรจุถุงที่แปลงกันเลย”
 
       กรรมการชุมชนคนเดิมแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการปลูกแต่ละรอบว่าประมาณ 2,000-3,000 บาท หนักที่ค่าเมล็ดพันธุ์ที่ต้องซื้อทุกครั้ง ตกเมล็ดละ 2 บาท และค่าปุ๋ย โดยไม่คิดค่าแรง เพราะถือเป็นจิตอาสา ส่วนต่างหลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000-4,000 บาท ส่วนหนึ่งแบ่งสำหรับการลงทุนฤดูผลิตถัดไป อีกส่วนส่งเข้าสมทบนิติบุคคลเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนต่อไป โดยเป็นการร่วมแรงกันโดยไม่มีค่าตอบแทน ทุกคนมีงานประจำทั้งหมด บางคนเป็นแม่ค้าอย่าง มะลิ ตายัน ขายของช่วงเช้า พอบ่ายว่างก็มาช่วยงาน เช่นกันกับตัวเองว่างจากงานประจำก็มาช่วยรดน้ำดูแลแปลงปลูกทันที
 
       ขณะที่ มลใจ ใจชื่น ประธานกรรมการนิติบุคคลกล่าวเสริมว่าหลังมีการทดลองปลูกมาแล้ว 2 ปี คิดว่าน่าจะถึงเวลาขยายจำนวนแปลงให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ผักสดไฮโดรโปนิกส์ที่ปลอดภัยสำหรับบริโภคในชุมชน อีกทั้งโครงการมี
บ้านเอื้ออาทรสุวรรณภูมิ 3 มีทั้งหมด 25 อาคาร แต่ละอาคารก็มีพื้นที่ว่างเหมือนแปลงทดลอง ซึ่งน่าจะใช้ทำประโยชน์มากกว่าปล่อยทิ้งไว้และการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ยากเกินความสามารถ เพียงแค่มีเวลารดน้ำช่วงเช้าและเย็น รดทั้งต้นผักและรดพลาสติกที่คลุมเป็นหลังคา เพื่อให้เกิดความเย็นและชื้น หากขยายแปลงปลูกในอนาคตสามารถให้สมาชิกกลุ่มแม่บ้านรับผิดชอบดูแลได้ ทุกคนล้วนเคยผ่านการอบรมมาแล้วทั้งสิ้น
 
       การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์นับเป็นอีกทางเลือกให้คนในชุมชนบ้านเอื้ออาทรสุวรรณภูมิ 3 ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายเพิ่มรายใด้ให้คนในชุมชนแล้วยังแต่เสริมสร้างสุขภาวะและสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน ทั้งร่วมแรง ร่วมใจกันทำด้วยจิตอาสาและเพื่อประโยชน์สุขของคนในชุมชนนั่นเอง