ไลฟ์สไตล์

3หน่วยงานล้อมคอกฟอกเงินแผนสกัดกลโกงผ่านสหกรณ์

3หน่วยงานล้อมคอกฟอกเงินแผนสกัดกลโกงผ่านสหกรณ์

23 พ.ย. 2558

3หน่วยงานล้อมคอกฟอกเงิน แผนสกัดกลโกงผ่านสหกรณ์ : ดลมนัส กาเจรายงาน

            หลังจากที่รัฐบาลประกาศนโยบายให้ความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการด้วยความโปร่งใสและเน้นการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการฟอกเเงินผ่านระบบสหกรณ์ ทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่ควบคุมระบบสหกรณ์ทั่วประเทศนั้น ได้ขับเคลื่อนนโยบายนี้สู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ล่าสุด 3 หน่วยงาน “กรมส่งเสริมสหกรณ์-กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)” จับมือลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินผ่านกิจการสหกรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับนโยบายการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะในระบบสหกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญเป็นพื้นฐานของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศ ฉะนั้นทำอย่างไรที่จะให้สหกรณ์เหล่านี้มีความเป็นมาตรฐานเข้มแข็งและไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดฐานการฟอกเงิน

            ทั้งนี้ เนื่องจากสหกรณ์มีการทำธุรกรรมทางการเงิน จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างโปร่งใสทั้งเรื่องการบันทึกบัญชี การตรวจสอบสถานภาพทางการเงิน หากสหกรณ์สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะสามารถยกระดับมาตรฐานสหกรณ์ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะส่งเสริมให้ระบบสหกรณ์มีความเป็นมาตรฐานและเข้มแข็งขึ้นภายในปี 2559 นี้

            ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระบุว่าความร่วมมือของ 3 หน่วยงานเป็นความมุ่งหวังที่จะดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ด้วยการให้การดำเนินการของสหกรณ์เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง 3 หน่วยงานได้พิจารณาเห็นพ้องร่วมกันว่าเรื่องของการเงินเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สหกรณ์ประสบปัญหาได้

            ดังนั้นการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นในสหกรณ์จะต้องดำเนินการอย่างถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงของสมาชิกสหกรณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ถูกต้องหรือการใช้สหกรณ์เป็นฐานในการฟอกเงิน ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือการทำให้สมาชิกสหกรณ์มีความรู้สึกปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์ต่อจากนี้ต้องเป็นตามกฎหมาย

            สำหรับข้อตกลงความร่วมมือกันประกอบด้วย การร่วมมือซึ่งกันและกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สนับสนุนการทำงานของทั้ง 3 หน่วยงาน สนับสนุนนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และร่วมมือกันพัฒนาความรู้แก่บุคลากรของทั้ง 3 หน่วยงานอีกด้วย ขณะนี้ได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดเข้าไปตรวจสอบสหกรณ์ โดยการจัดชั้นสหกรณ์ว่าสหกรณ์ในแต่ละจังหวัดสามารถแบ่งเป็นสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง สหกรณ์ที่ต้องพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็ง รวมถึงสหกรณ์ที่อยู่ในข่ายของการยุบเลิกมีจำนวนเท่าไร เพื่อรวบรวมเป็นฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและชัดเจน จึงมั่นใจว่าการลงนามความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานนี้จะสามารถผลักดันให้ระบบสหกรณ์สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสนองนโยบายได้อย่างจริงจังและเกิดผลเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น

            ส่วน นายสมปอง อินทร์ทอง อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะให้ความร่วมมือทั้งเรื่องความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเงิน การบัญชีของสหกรณ์หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจสอบบัญชีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงาน ถ้าหากพบว่ามีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและกฎหมายว่าด้วยการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย จะแจ้งไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้สามารถตัดวงจรการทุจริตในระบบสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

            ขณะที่ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. มั่นใจว่ามาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เป็นสิ่งหนึ่งที่กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้ความสำคัญ ฉะนั้นสาระสำคัญของการลงนามทำความร่วมมือกันครั้งนี้ เน้นการแบ่งปันข้อมูล เช่น กรณีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์หรือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์พบเจอการกระทำความผิดหรือสิ่งที่ไม่ถูกต้องในสหกรณ์ที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดโดยการทุจริตหรือฟอกเงิน ก็จะแจ้งให้ ปปง.เข้าไปตรวจสอบเพื่อเข้าไปป้องกันระงับยับยั้งเหตุที่จะเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินต่อไป

            อย่างไรก็ตามกรณีที่พบว่าสหกรณ์ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายจะมีโทษปรับครั้งละไม่เกิน 1 ล้านบาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาทนับตั้งแต่วันที่กระทำความผิดจนกว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเชื่อมั่นว่าบทลงโทษที่นำมาใช้กับผู้ที่ฝ่าฝืนน่าจะทำให้สหกรณ์เองรวมทั้งพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในสหกรณ์เกิดความเกรงกลัวไม่กล้าที่จะทำกระทำผิดกฎหมาย ก็จะส่งผลให้สหกรณ์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพจนเป็นหลักในสถาบันการเงินหนึ่งในประเทศต่อไปได้

            นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ส่งสัญญาณในการที่จะเอาจริงเอาจังกับการปราบการทุจริต โดยเฉพาะการฟอกเงินที่ผ่านระบบสหกรณ์ อย่างน้อยสามารถลดความเสี่ยงของสมาชิกในการกระทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ถูกต้องอีกด้วย