
อภิสิทธิ์เร่งรัดลดผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่ครึ่งหนึ่งในปี54
คณะกรรมการเอดส์ชาติฯ ซึ่งมีนายกฯ เป็นประธาน เห็นชอบการกำหนดมาตรการเพื่อเร่งรัดการดำเนินงาน เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ลงครึ่งหนึ่งให้เหลือ 5,016 รายภายในปี 2554 โดยเน้นหนัก 3 มาตรการหลัก คือ การสื่อสารสาธารณะ การส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย และ ก
วันนี้ (24 กรกฎาคม 2552) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันแก้ไขปัญหาเอดส์ ครั้งที่ 1/2552 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศวิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมการประชุมฯ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงอื่นๆที่เกี่ยวข้อง วาระพิจารณาที่สำคัญของที่ประชุมวันนี้ คือ การกำหนดมาตรการเร่งรัด การบรรลุเป้าหมายการดำเนินงานเอดส์ตามแผนยุทธศาสตร์บูรณาการป้องกันแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติฉบับปัจจุบัน(พ.ศ. 2550 - 2554 ) และตามแผนรณรงค์ การเข้าถึงบริการป้องกัน การดูแลรักษา อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ( Universal Access:UA ) รวมทั้งการบูรณาการและมอบภารกิจ การป้องกันแก้ไขปัญหาเอดส์ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประเทศไทย ได้ร่วม ลงนามตามสนธิสัญญาภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้แผนรณรงค์ การเข้าถึงบริการป้องกัน การดูแลรักษา อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม (Universal Access :UA) เมื่อปี 2550 โดยได้กำหนดเป้าหมาย ลด จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลงครึ่งหนึ่ง ภายในปี 255 3 ในขณะที่แผนยุทธศาสตร์บูรณาการป้องกันแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.2550 -2554) ได้กำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกันคือ ลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลงครึ่งหนึ่ง ให้เหลือไม่เกิน 5 , 016 ราย ภายในปี 2554 ปี สุดท้ายของแผนฯ ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายการดำเนินงานตามแผนดังกล่าวได้ ภายในระยะเวลาที่เหลือ อีก 2 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องมีมาตรการเร่งรัด ซึ่งจะเน้นหนักใน 3 เรื่องได้แก่ การสื่อสารสาธารณะ การส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย การกำหนดมาตรการที่จำเพาะในกลุ่มประชากรที่มีแนวโน้มการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น ในกลุ่มวัยรุ่น ยาเสพติดชนิดฉีด พนักงานบริการ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย กลุ่มผู้ย้ายถิ่นและชาติพันธุ์ . โดยกลวิธีการทำงาน มุ่งเน้นการ สร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายคนทำงานและการทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่น จังหวัด เป็นผู้ขับเคลื่อนงานในพื้นที่ได้เองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าต่อไปว่า การเร่งรัดดำเนินงานภายใต้มาตรการดังกล่าว ต้องมีการบริหารจัดการเชิงระบบ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องร่วมกันดำเนินงานอย่างจริงจัง โดยถือเป็นภารกิจของแต่ละกระทรวงที่ต้องบูรณาการงานร่วมกัน ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้ ก.พ.ร.เป็นหน่วยหลักในการประสานจัดทำภารกิจ ตัวชี้วัด และเป้าหมายในการดำเนินงานเอดส์ร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะช่วยปลดล๊อคให้กระทรวง ต่างๆสามารถทำงานเอดส์ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การติดตามการดำเนินงานเป็นระยะๆ โดยคาดหวังว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการเอดส์ชาติฯ อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง
นอกจากนั้น นายอภิสิทธิ์ฯ ยังกล่าวถึงความสำคัญของกลไกความร่วมมือในระดับอาเซียน ( ASEAN Task Force on AIDS ) ที่มีประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงบริการป้องกัน การดูแลรักษา ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ซึ่ง ประเทศไทยจะเป็นประธานการประชุมในการประชุมที่ประเทศบรูไนในปี2553 และในวาระวันเอดส์โลกในปีนี้ ( 1 ธันวาคม 2552 ) นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ ( UNAIDS ) ได้กำหนดกรอบการรณรงค์ว่า ‘ Universal Access and Human Rights’ เป็นการย้ำถึงเป้าหมายและความจำเป็นที่จะต้องปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อส่งเสริมให้เข้าถึงการบริการป้องกัน และการดูแลรักษา ดังกล่าว ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิ์ ในประเด็น การบังคับตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี ในสถานที่ทำงาน และการไม่รับผู้ติดเชื้อเข้าทำงาน เป็นเรื่องที่ขัดต่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบต่อ(ร่าง) แนวปฏิบัติแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและบริหารจัดการด้านเอดส์ในสถานที่ทำงาน และจะประกาศ โดยกระทรวงแรงงานฯ ให้ สถานที่ทำงานทุกแห่งใช้แนวปฏิบัตินี้อย่างเป็นรูปธรรม นายกฯกล่าวทิ้งท้ายในที่สุดฯ
ด้านนายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศวิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์เอดส์ในปัจจุบันว่า มีสัญญาณเตือนว่าโรคเอดส์อาจกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งหนึ่ง ข้อบ่งชี้ที่ทำให้คาดการณ์ได้ว่า หากไม่เร่งรัดดำเนินงานอย่าเข้มแข็งและต่อเนื่อง ประเทศไทยอาจไม่สามารถควบคุม การลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ตามเป้าหมายที่คาดไว้ในแผนยุทธศาสตร์เอดส์ชาติฯ และแผนรณรงค์ การเข้าถึงบริการป้องกัน การดูแลรักษา อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม (Universal Access UA ) ได้
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพิ่มเติมข้อมูลอีกว่า สัญญาณเตือนที่ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือ อัตราการติดเชื้อรายใหม่ในกลุ่มประชากรทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้น บางกลุ่ม มีแนวโน้มการติดเชื้อที่ไม่ลดลง เช่น พนักงานบริการทางเพศ ที่ขายบริการเร่ร่อน ที่ยืนตามถนน สวนสาธารณะ หรือการขายบริการผ่านเครือข่ายขายบริการทางโทรศัพท์ กลุ่มชายรักชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายด้วยกันก็มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกลุ่มผู้มีใช้ยาเสพติดที่ก็ยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง ประกอบกับการแพร่ระบาดของการใช้สารเสพติดยังมีอยู่ในเด็กและเยาวชน
อย่างไรก็ตามกลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มที่เข้าถึงยาก การได้รับบริการป้องกัน ดูแลรักษา และการได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการป้องกันตนเองก็มีน้อย จึงต้องทำงานเชิงรุก และอาศัยเครือข่ายที่เข้มแข็ง คำนึงถึงบริการที่เป็นมิตร โดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งวันนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบหลัก พร้อมมอบให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ เสนอต่อคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ต่อไป โดย กลุ่มวัยรุ่น มอบกระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด มอบสำนักงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด กลุ่มพนักงานบริการ และ กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายมอบกรมควบคุมโรค กลุ่มผู้ย้ายถิ่นและชาติพันธุ์ มอบกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ปราชญ์ฯ กล่าว



