ไลฟ์สไตล์

ชวนคุณแม่ดูแลครรภ์ป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

ชวนคุณแม่ดูแลครรภ์ป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

17 พ.ย. 2558

ดูแลสุขภาพ : ชวนคุณแม่ดูแลครรภ์ป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

 
                      การให้กำเนิดลูกน้อยถือเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัว แต่คุณแม่ยุคใหม่จำนวนไม่น้อยกลับต้องเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ต่างๆ ที่อาจมีผลต่อทารกในครรภ์ หรือสุขภาพของตัวคุณแม่เอง ซึ่งอาจทำให้ช่วงเวลา 9 เดือนของอายุครรภ์เต็มไปด้วยความ “เสี่ยง” มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะปัญหาที่พบได้บ่อยเช่น “การคลอดก่อนกำหนด” เนื่องในวันที่ 17 พฤศจิกายนของทุกปี ถือเป็นวันทารกเกิดก่อนกำหนดโลก (World Prematurity Day) โรงพยาบาลกรุงเทพ จึงได้จัด “งานวันทารกเกิดก่อนกำหนดโลก รู้ทัน ป้องกัน ลดความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด”
 
                      เผยสถิติของทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีสูงขึ้น จากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้ผู้หญิงยุคใหม่มีแนวโน้มตั้งครรภ์เมื่ออายุมากขึ้น และโรคประจำตัวต่างๆ ที่อาจทำให้เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด พร้อมแนะวิธีปฏิบัติตนในการดูแลสุขภาพสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยีช่วยดูแล เครื่องมือกู้ชีพ และเยี่ยมชมหออภิบาลทารกแรกเกิดวิกฤติที่ทันสมัย เพื่อให้คุณแม่และลูกน้อยแข็งแรง พร้อมหน้าครอบครัว
 
                      นพ.ร่มไทร เลิศเพียรพิทยกุล แพทย์เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โดยปกติแล้วคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ครบกำหนด (term labour) หมายถึง การเจ็บครรภ์คลอดที่เกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ตั้งแต่ 37 สัปดาห์จนถึงอายุครรภ์ครบ 42 สัปดาห์ ในขณะที่ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (preterm labour) หมายถึง การเจ็บครรภ์คลอดที่อยู่ในช่วงอายุครรภ์ก่อน 37 สัปดาห์ โดยมีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอ 4 ครั้ง ใน 20 นาที หรือ 8 ครั้ง ใน 1 ชั่วโมงร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก โดยมีการเพิ่มขยายของปากมดลูกมากกว่า 1 เซนติเมตร และปากมดลูกมีความบางตัว ตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป
 
                      สำหรับสาเหตุหรือความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดนั้น เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด, รกเกาะต่ำ, ปัญหาเกี่ยวกับมดลูกและปากมดลูก, มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, มีภาวะโลหิตจาง ติดเชื้อต่างๆ เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, มารดาอายุน้อยกว่า 20 หรือ มากกว่า 35 ปี, น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์น้อยกว่า 50 กก., ครรภ์ที่แล้วคลอดก่อนกำหนด, มีประวัติการแท้งหลายครั้ง หรือภาวะผิดปกติที่มดลูก เช่น มีเนื้องอกที่มดลูก, ตั้งครรภ์แฝด และความผิดปกติของทารกในครรภ์ เช่น ทารกติดเชื้อ ทารกเจริญเติบโตช้า รกเกาะต่ำ ถุงน้ำคร่ำติดเชื้อ ซึ่งยังมีคุณแม่บางคนที่เผชิญภาวะคลอดก่อนกำหนด โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
 
                      “อย่างไรก็ดี ภาวะนี้จะส่งสัญญาณเตือนหากคุณแม่เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด ได้แก่ การปวดบีบเกร็งคล้ายปวดประจำเดือน ปวดถี่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีอาการปวดหลัง ปวดหน่วงๆ ลงช่องคลอด พร้อมกับมีมูก หรือมูกปนเลือดออกทางช่องคลอด และ/หรือน้ำใสๆ คล้ายปัสสาวะไหลออกช่องคลอด” ควรรีบพบแพทย์โดยทันที
 
                      นอกจากนี้ ควรลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด แจ้งแพทย์ในกรณีที่มีประวัติคลอดก่อนกำหนด เพื่อรับยาโปรเจสเตอโรนในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดในครรภ์นี้ หรือ วัดความยาวปากมดลูกในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ ให้ยาโปรเจสเตอโรนป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด ในกรณีที่ปากมดลูกสั้นและรีบมาพบแพทย์ในกรณีที่มีสัญญาณเตือนดังที่กล่าวข้างต้น
 
                      พญ.อรวรรณ อิทธิโสภณกุล กุมารแพทย์ ด้านทารกแรกเกิดวิกฤติ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า สถิติทารกแรกเกิดก่อนกำหนด (อายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์) ของโรงพยาบาลกรุงเทพในระหว่างปี 2011-2014 พบอัตราร้อยละ 6.5 โดยพบทารกแรกเกิดก่อนกำหนดตั้งแต่อายุครรภ์ 25-36 สัปดาห์จำนวน 186 คน และเป็นอายุครรภ์ระหว่าง 25-34 สัปดาห์ จำนวน 74 คน ซึ่งทารกในกลุ่มนี้มีน้ำหนักระหว่าง 500 กรัม ถึง 2,499 กรัม การดูแลและรักษาทารกแรกคลอดก่อนกำหนด ต้องร่วมมือกันระหว่างทีมกุมารแพทย์ พยาบาล และคุณพ่อคุณแม่ในทุกช่วง ตั้งแต่ช่วงทารกวิกฤต (Critical care) ซึ่งทารกแรกเกิดก่อนกำหนดยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับชีวิตได้อย่างเต็มที่
 
                      ดังนั้นทารกจะได้รับการดูแลในห้องอภิบาลทารกแรกเกิด (NICU) ที่พร้อมด้วยทีมแพทย์และพยาบาลซึ่งมีความชำนาญในการดูแลทารกตลอด 24 ชั่วโมง เฝ้าติดตาม โดยมีอุปกรณ์ในการช่วยหายใจ อุปกรณ์กู้ชีพ และยาที่จำเป็น ที่สำคัญขณะที่ทารกยังดูดนมเองไม่ได้จะได้รับน้ำนมแม่ทางสายยาง ซึ่งมีคุณค่าสารอาหารดีที่สุด เสริมภูมิต้านทานพัฒนาการสมอง การเจริญเติบโต สำหรับระยะพ้นวิกฤติ (Step down) เป็นช่วงที่ผิวกายสัมผัสกัน เนื้อแนบเนื้อ (skin to skin contact: kangaroo mother care) ช่วยทำให้อุณหภูมิกาย การหายใจ ชีพจร และความดันโลหิตของทารกคงที่ น้ำหนักทารกเพิ่มขึ้นเร็ว
 
                      “นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมก่อนกลับบ้าน (Discharge plan) จำเป็นต้องให้พ่อแม่ฝึกเลี้ยง ฝึกอาบน้ำ นวดสัมผัส ดูดนมจากเต้า เพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกันและฝึกสังเกตอาการ รวมถึงฝึกป้อนวิตามินและธาตุเหล็กเพื่อเสริมให้ทารก เนื่องจากทารกเกิดก่อนกำหนดมีการสะสมอาหารและธาตุเหล็ก ไม่เพียงพอในช่วงที่มีการเจริญเติบโต”
 
                      อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์สิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือ การนับลูกดิ้น โดยสังเกตว่าลูกดิ้นเป็นปกติหรือไม่ โดยเฉพาะเวลาหลังอาหาร เด็กควรจะดิ้นมากกว่า 10 ครั้งใน 2 ชั่วโมง เพราะอาหารจะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กเคลื่อนไหว ในกรณีที่เด็กดิ้นน้อยหรือมีสัญญาณที่ผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขได้ทัน เพราะการที่เด็กดิ้นน้อยอาจเกิดจากการลอกตัว รกเสื่อม พบการติดเชื้อในท้อง สายสะดือพันกัน หรือถูกกดทับ ซึ่งถ้าไม่รีบแก้ไขเด็กอาจขาดออกซิเจนตั้งแต่อยู่ในท้องซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองเด็ก และอาจเสี่ยงทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดในที่สุด
 
 
 
 
โรงพยาบาลกรุงเทพ